06/06/2021
https://www.facebook.com/1890923911233745/posts/2875466412779485/
คำถามคาใจ “ ทำไมต้องฟอกเกียร์ “ ?
จริง ๆ เรื่องคาใจเหล่านี้
ผมก็ได้เขียนให้อ่านกันเป็นประจำ
เพียงแต่ว่ามันสอดแทรกกับข้อเขียนต่าง ๆ
และอยู่กระจัดกระจายกันไป ..
ช่วงนี้มีเวลาว่างมาก .... ( ลากเสียงยาว )
ก็เลยจัดเขียนขึ้นมาใหม่และรวบรวม
ให้อยู่ในโพสต์เดียวกันเพื่อความสะดวก
และง่ายต่อการค้นหา ...
เหมาะสำหรับผู้ใฝ่รู้และต้องการความชัดเจน
ก่อนการตัดสินไปใช้บริการในที่ต่าง ๆ
และเหมาะสำหรับเก็บไว้อ้างอิงให้เหตุผล
อย่างมีที่มาและที่ไป ... “ แบบเป็นรูปธรรม “
ถ้าเคยอ่านแล้ว ก็ขอให้ข้ามไป
แต่ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็ขอให้อ่านซ้ำ
สักวันหนึ่ง ท่านก็จะเข้าใจเอง !
555 +
....................................................
1. ฟอกเกียร์ คืออะไร ?
2. ฟอกเกียร์ กับฟลัชชิ่งเกียร์เหมือนกันไหม ?
3. ฟอกเกียร์ ทำให้กรองเกียร์อุดตันจริงไหม ?
4. ฟอกเกียร์ ทำให้คลัตช์ลื่นได้จริงหรือ ?
5. ฟอกเกียร์ ทำให้ชิ้นส่วนภายในเสียหายจริงหรือเปล่า ?
........................................
1. Q : ฟอกเกียร์ คืออะไร ?
A : การทำความสะอาดภายในระบบเกียร์อัตโนมัติ
ด้วยน้ำมันเกียร์เก่าที่อยู่ในรถยนต์คันนั้น ๆ
โดยผ่านกรรมวิธีคัดแยกและกักเก็บสิ่งสกปรก
ด้วยกรองเชือกความละเอียดขนาด 5 ไมครอน
เท่ากับเครื่องกรองน้ำดื่มภายในบ้านทั่วไป
ใช้เวลาทำงานในขั้นตอนนี้ 30 นาที
หลังจากฟอกทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว
ค่อยปล่อยน้ำมันเกียร์เก่าที่ผ่านการฟอกทิ้งไป
หลังจากนั้นก็เติม “ น้ำมันเกียร์ใหม่ “ เข้าไปแทนที่
แบบเต็มระบบ 100 เปอร์เซ็นต์
นั่นก็หมายความว่า ...
เราก็จะได้เปลี่ยน – ถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
ได้แบบเต็มระบบ “ หมดไส้หมดพุง “ จริง ๆ
ไม่ใช่ว่าเปลี่ยน – ถ่ายเพียงแค่บางส่วน
แล้วเติมน้ำมันเกียร์ใหม่เข้าไปผสมของเก่า
เหมือนอย่างที่ศูนย์บริการทำให้เรามาโดยตลอด
( ลองถามศูนย์บริการดูก็ได้นะครับ )
...................................
2. Q : ฟอกเกียร์กับฟลัชชิ่งเกียร์เหมือนกันไหม ?
A : ตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ ไม่เหมือน “
และขออรรถาธิบายเพื่อความเข้าใจให้ตรงกัน
ในโพสต์นี้ว่า ...
หากท่านฟอกเกียร์ ก็จะได้รับการฟลัชชิ่งเกียร์
แต่ถ้าท่านฟลัชชิ่งเกียร์ท่านก็จะ ....
“ ไม่ได้รับ “ การฟอกเกียร์แต่อย่างใด !
ด้วยเหตุว่า ..... การฟอกเกียร์คือ
การทำความสะอาดภายในระบบเกียร์
แบบมีกรรมวิธีคัดแยกและกักเก็บสิ่งสกปรก
ด้วยกรองเชือกที่มีความละเอียดขนาด 5 ไมครอน
โดยการหมุนเวียนน้ำมันเกียร์ให้เข้า-ออกเป็นอนุกรม
น้ำมันเกียร์ที่อยู่ในระบบจะถูกกรองและกักเก็บสิ่งสกปรก
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานานถึง 30 นาที
หลังจากเสร็จขั้นตอนการฟอกทำความสะอาดแล้ว
จึงเข้าสู่ขบวนการเปลี่ยน – ถ่าย “ แบบเต็มระบบ “
หรือจะเรียกทับศัพท์ที่เราคุ้ยเคยว่า “ ฟลัชชิ่งเกียร์ “
การฟลัชชิ่งเกียร์นั้น ...
คือการเปลี่ยน – ถ่ายแบบเต็มระบบโดยไม่ต้องฟอก
หรือไม่ต้องผ่านกรรมวิธีคัดแยกและกักเก็บสิ่งสกปรก
เฉกเช่นเดียวกับ “ การฟอกเกียร์ “
แล้วขั้นตอนการฟลัชชิ่งเกียร์นั้นทำอย่างไร ?
เรื่องนี้มีหลายวิธีด้วยกัน
............................
2.1. ใช้น้ำมันใหม่ไล่ดันน้ำมันเกียร์เก่าที่อยู่ในระบบทิ้ง
โดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์ใด ๆ ทั้งสิ้น
และใช้เครื่องฟลัชชิ่งทำหน้าที่ลำเลียงน้ำมันเกียร์ใหม่
ไล่ดันน้ำมันเกียร์ที่อยู่ในระบบให้ไหลออกอีกทางหนึ่ง
รอดูจนน้ำมันเกียร์ใหม่ใสสด แล้วค่อยหยุดการทำงาน
หรือแล้วแต่ตกลงเรื่องปริมาณน้ำมันเกียร์ที่ใช้
บางสำนักอาจใช้น้ำมันเกียร์คุณภาพธรรมดา
ทำการฉีดไล่ให้สะอาดก่อน
หลังจากนั้นก็ค่อยใช้น้ำมันเกียร์ตามสเป็คศูนย์ฯ
เติมตามหลังเข้าไป ( เพื่อประหยัดเงินให้ลูกค้า )
2.2. ติดเครื่องยนต์ในรอบเดินเบา
แล้วปล่อยให้น้ำมันเกียร์เก่าไหลออกทิ้งไปทางหนึ่ง
และอีกทางหนึ่งก็ใช้เครื่องลำเลียงน้ำมันเกียร์ใหม่
เข้าไปแทนที่ก็ได้เหมือนกัน
2.3. ไม่ติดเครื่องยนต์
แต่ใช้มอเตอร์จากเครื่องฟลัชชิ่งเกียร์ดูดน้ำมันออก
ในขณะเดียวกันก็ใช้มอเตอร์อีกตัว ( จากเครื่องเดียวกัน )
ลำเลียงน้ำมันใหม่เข้าไปแทนที่ก็ไม่ผิดจร้า !
...........................
ทั้ง 3 วิธีข้างต้นนี้
เป็นการ “ ฟลัชชิ่งเกียร์ “ ที่นิยมทำกันมาก
ดังที่เราจะพบเห็นได้ตามอู่หรือสถานบริการทั่ว ๆ ไป
ผลที่ได้รับนั้นก็ต้องบอกว่าอยู่ในระดับดี
( ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของเกียร์โดยรวม )
คือดีกว่า “ การเปลี่ยน – ถ่ายเพียงแค่บางส่วน “
แบบที่ศูนย์บริการทำให้เรามาโดยตลอด
ดังนั้น ...
หากท่านเลือกใช้วิธีการ “ ฟอกเกียร์ “
ก็ย่อมได้รับการฟลัชชิ่งเกียร์ในขั้นตอนสุดท้าย
แบบควบคุมปริมาณน้ำมันเกียร์และค่าใช้จ่ายได้
แต่ถ้าเลือกการ “ ฟลัชชิ่งเกียร์ “
ท่านก็จะสูญเสียเรื่องการคัดกรองและกักเก็บ
สิ่งที่สกปรกที่อยู่ภายในระบบเกียร์อัตโนมัติ
ไปโดยปริยาย ( เหมือนข้ามขั้นตอนไป )
และไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้คงที่ได้
เฉกดังเช่นการ “ ฟอกเกียร์ “
ขอสรุปสั้น ๆ ไว้ตรงนี้ว่า
- การฟอกเกียร์ ไม่เหมือน การฟลัชชิ่งเกียร์
- การฟอกเกียร์ ควรทำก่อน การฟลัชชิ่งเกียร์
- การฟอกเกียร์ สะอาดกว่า การฟลัชชิ่งเกียร์
- การฟอกเกียร์ ดีกว่า การฟลัชชิ่งเกียร์
- การฟอกเกียร์ แล้วฟลัชชิ่งเกียร์ คือ ...
“ สิ่งที่พึงกระทำมากที่สุดจร้า .... ! “
..............................................
3. Q : การฟอกเกียร์ ทำให้กรองเกียร์อุดตันจริงไหม ?
A : เป็นความสงสัยและกังวลใจที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย
หากเราเข้าใจความเป็นไปในการทำงานของระบบ
เกียร์อัตโนมัติอย่างถูกต้อง
ในเรื่องนี้
ขออรรถาธิบายแบบบ้าน ๆ ไว้ให้อ่านกันเพลิน ๆ
ว่า ...
เมื่อเริ่มสตาร์ทรถยนต์เครื่องยนต์ก็หมุน
เพลาข้อเหวี่ยงซึ่งเป็นศูนย์กลางการหมุนทุกอย่าง
และหนึ่งในการหมุนหรือเหวี่ยงนั้น
ก็รวมถึงการหมุนทอร์คและปั๊มของน้ำมันเกียร์
การหมุนของปั๊มเกียร์ทำให้เกิดแรงดูดผ่านท่อ
ที่เชื่อมต่อผ่านวาล์วบอดี้จนมาถึงก้นอ่าง
และปลายทางนั้นก็คือ “ กรองเกียร์ “
กรองเกียร์ที่อยู่ก้นอ่างจะเป็นด่านแรก
ในการสกัดกั้นเศษสิ่งสกปรกชิ้นใหญ่
ไม่ให้ไหลผ่านเข้าสู่ภายในระบบเกียร์ทั้งหมด
ส่วนสิ่งสกปรกขนาดที่เล็กเกินกว่ากรองเกียร์
ที่อยู่ภายในจะกักกันไว้ได้
ก็จะเป็นหน้าที่ของกรองเกียร์ภายนอก ( บางรุ่น )
ทำหน้าที่คัดกรองอีกครั้งหนึ่ง ( ละเอียดกว่ากรองภายใน )
ก่อนปล่อยให้น้ำมันเกียร์ที่ผ่านการระบายความร้อนแล้ว
ไหลกลับลงสู่ก้นอ่างสำรองเพื่อดูดวนกลับขึ้นไปใช้งาน
และหมุนเวียนเป็นอนุกรมแบบนี้
ตลอดเวลาที่เครื่องยนต์ยังทำงานอยู่
ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าการ “ ฟอกเกียร์ “
ทำให้กรองเกียร์อุดตันนั้น “ ไม่เป็นความจริง “
แต่การฟอกเกียร์กลับเป็นการสนันสนุน
และแบ่งเบาภาระให้กรองเกียร์ทั้งภายนอก - ใน
เนื่องจากไส้กรองของเครื่องฟอกเกียร์
มีความละเอียดมากถึง 5 ไมครอน
แน่นอนว่าละเอียดกว่ากรองของเกียร์ทั้งสองตัว
ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจร้า .... !
…………………………………..
4. Q : การฟอกเกียร์ ทำให้คลัตช์ลื่นได้จริงหรือ ?
A : โอว์ ... ไม่จริงนะครับ
ใครพูดให้ฟังแบบนี้ หรือทำนองเดียวกันนี้
ขอให้ฟังทางหูซ้ายแล้วให้ผ่านออกไปทางหูขวา
โดยทันที .. !!
ไม่ต้องเอาเก็บมาไว้ในความทรงจำเลยนะจ๊ะ ...
ก่อนที่จะเขียนให้อ่านถึงเรื่องว่าการฟอกเกียร์
“ ไม่ได้ทำให้คลัตช์ลื่น “ ดังที่ถูกกล่าวหานั้น
ผมเคยถามบุคคลที่เอ่ยประโยคนี้ทางโทรศัพท์
ว่า ....
ขอโทษนะครับ .. !
ท่านพี่รู้ได้อย่างไรครับว่าการฟอกเกียร์แล้ว
ทำให้คลัตช์มันลื่น ?
.........................
คำตอบที่ได้มีหลากหลาย
อาทิ .-
4.1. ช่างเค้าบอกว่ารถเราเป็นรถเก่าแล้ว
การที่ไปฟอกเกียร์จะทำให้เกียร์สะอาดเกินไป
เศษสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบ
มันช่วยไปอุดปิดตรงโน้น ตรงนี้ ตรงนั้น !
ก็จะหลุดหายไปตามแรงดันของเครื่องฟอกเกียร์
โดยเฉพาะตรงแผ่นคลัตช์ไม่ควรทำให้สะอาด
เพราะจะมีระยะห่างเกิดขึ้นทำให้คลัตช์เกิดการลื่น
เกียร์จับไม่ติด บลา ๆ ๆ .....
4.2. อู่เฉพาะทางที่ใช้บริการอยู่บอกว่ารถยนต์รุ่นนี้
ห้ามไปฟอกเกียร์โดยเด็ดขาด
“ เพราะจะทำให้คลัตช์ลื่น “
เนื่องจากไม่ได้ใช้น้ำมันเกียร์ของศูนย์ฯ
เนี่ย ... อู่เค้าซ่อมเกียร์ให้ไปหลายคันแล้ว
ทุกคันล้วนไปฟอกเกียร์มาทั้งนั้น
“ พากันคลัตช์ลื่นหมด ! “
นี่ก็เป็นหนังตัวอย่างที่เขียนให้เล่าให้ฟังกันเจ๋ย ๆ
เพราะในความเป็นจริงที่คลัตช์จะลื่นได้นั้น
ก็จะมาจากสาเหตุหลัก ๆ ประมาณนี้
- น้ำมันเกียร์มีแรงดันต่ำ
- แผ่นคลัตช์ไหม้
- แผ่นคลัตช์หลุดร่อน
- ซีลลูกสูบคลัตช์เสื่อม / เสียหาย
ต้องเรียนชี้แจงเพิ่มและกระซิบซ้ำย้ำเติมว่า ...
“ เกียร์อัตโนมัติ “ เป็นระบบไฮดรอลิคประเภทหนึ่ง
และหัวใจของไฮดรอลิคก็คือ “ ความสะอาด “
น้ำมันเกียร์อัตโนมัติถูกจัดอยู่ในประเภท
น้ำมันไฮดรอลิคชนิดหนึ่งเหมือนกัน
ภาพรวมของการรับผิดชอบหลัก ๆ คือ
หล่อลื่น / ผลักดัน / ระบายความร้อน
ลดแรงขบ-เฉือน / พัดพาสิ่งสกปรกให้ไหลลงสู่ก้นอ่าง
เป็นต้น ...
.....................
ดังนี้ ...
ความเล่าที่มีคำว่า ...
เศษสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างแผ่นคลัตช์จะหลุดหายไป
และมีระยะห่างของแผ่นคลัตช์มากขึ้นนั้น
ไม่เป็นความจริง !
ความจริงคือ .....
มันจะไม่มีสิ่งสกปรกไปคั่นกลางระหว่างแผ่นคลัตช์
เพราะแผ่นคลัตช์แต่ละชุดถูกจัดเรียงไว้ในแนวตั้ง
เพื่อให้น้ำมันได้พัดพาสิ่งสกปรกให้ไหลลงได้ง่าย
“ กอปรกับ “ มีแผ่นเพลทเหล็กเป็นตัวคั่นกลาง
ระหว่างแผ่นคลัตช์นะจ๊ะ ...
การที่แผ่นคลัตช์จะชิดมากหรือชิดน้อย
ก็ขึ้นอยู่กับระบบสร้างแรงดันอันรวมถึง
น้ำมันเกียร์ที่มีความเป็นไฮดรอลิค ( มาก / น้อย )
เหล่านี้ต่างหากที่ส่งผลโดยตรง
น้ำมันเกียร์ใหม่ที่เข้าไปแทนที่น้ำมันเกียร์เก่า
ก็ย่อมส่งผมดีต่อการดันชุดแผ่นคลัตช์ให้ชิด
แรงบิดย่อมดีกว่าน้ำมันเก่าที่เหลาเหย่แล้ว ... จร้า !
...................................
5. Q : ฟอกเกียร์ ทำให้ชิ้นส่วนภายในเสียหายจริงหรือเปล่า ?
A : โอว์ ... เอาอีกแล้ว “ ไม่จริงนะครับ ! “
ใครพูดให้ฟังแบบนี้ หรือทำนองเดียวกันนี้
ขอให้ฟังทางหูซ้ายแล้วให้ผ่านออกไปทางหูขวา
ไม่ต้องเอาเก็บมาไว้ให้รกสมองส่วนความจำเลย
ด้วยความที่พวกเรา ๆ ไม่ค่อยมีข้อมูลเรื่องระบบเกียร์
เรื่องน้ำมันเกียร์ หรือเรื่องเกี่ยวกับการ “ ฟอกเกียร์ “
บางทีก็นึกคิดเอาเองไปว่า การฟอกเกียร์
คือการเอาน้ำมันเกียร์ฉีดเข้าไปในระบบเกียร์
“ อย่างรุนแรง “
แอ่ ... ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ !
การฟอกเกียร์นั้น
เราใช้การทำงานโดยอาศัยรอบเดินเบาของเครื่องยนต์
ในการวนน้ำมันเกียร์เข้า – ออกเป็นแบบอนุกรม
มีแรงดันค่อนข้างต่ำเพียงแค่ 10 psi +/-
................................
อุปมาเหมือนกับว่า
เราจะโกยโคลนตมจากก้นอ่างบัวที่มีน้ำขังอยู่
ถ้าค่อย ๆ โกยขึ้นมาก็จะได้โคลนตมเต็มอุ้งมือ
เพราะจุดประสงค์หลักของการฟอกเกียร์คือ
“ การคัดแยกและกักเก็บสิ่งสกปรก “
ไม่ให้ไหลกลับเข้าไปในระบบเกียร์
โดยการติดตั้งเครื่องฟอกและกรองให้อยู่คั่นกลาง
ระหว่างการวนแบบอนุกรมของน้ำมันเกียร์
และเครื่องดังกล่าวหาได้เสียบปลั๊กเพื่อใช้ไฟฟ้า
เป็นแรงขับเคลื่อนแต่ประการใดไม่ !
ต่อเมื่อฟอกทำความสะอาดภายในระบบเกียร์แล้ว
จึงค่อยลำเลียงน้ำมันเกียร์ใหม่เข้าสู่ภายในระบบ
ตรงนี้ค่อยเสียบปลั๊กเพื่อใช้ไฟฟ้า
ในการหมุนมอเตอร์ขนาดครึ่งแรงม้า
เพื่อดูดน้ำมันจากถังเตรียมการเข้าสู่ “ อ่างเกียร์ “
ย้ำนะครับ ... ลำเลียงน้ำมันลงสู่อ่างเกียร์
แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ “ ปั๊มเกียร์ “
ดูดขึ้นไปฉีดจ่ายในระบบ “ ด้วยตนเอง “
เครื่องฟอกเกียร์ไม่สามารถฉีดเข้าไปในระบบได้
และถึงแม้จะฉีดเข้าไปได้
ก็มีแรงดันเพียงแค่ 6 – 10 psi
มันไม่ระคายผิวซีล - ยาง – โอริงต่าง ๆ
หรือแผ่นคลัตช์ได้เลย
.....................................
ด้วยเหตุว่าแรงดันที่ปั๊มเกียร์ร่วมกันสร้างกับทอร์ค
และถูกควบคุมการไหลผ่านวาล์วบอดี้เข้าสู่ห้องคลัตช์นั้น
มีแรงดันสูงมากคือ 200 – 400 psi
และก็ยังไม่เคยได้ยินข่าวว่า ...
แรงดันของน้ำมันภายในระบบเกียร์
ไปทำลายชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่นซีล / โอริง / แผ่นคลัตช์
ที่เห็นจะสร้างความเสียหายได้เป็นประจำก็คือ
- น้ำมันเกียร์ขาด / รั่ว
- แผ่นคลัตช์หลุดร่อนร้อนเพราะความร้อนสูง
- มีน้ำปนเข้าไปในห้องเกียร์
- ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้แรงบิดเกินกำลังเกียร์
- ฯลฯ
- และสิ่งสุดท้ายก็คือ
เกียร์ที่ขาดการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง
และเหมาะสมกับภูมิภาคแถบร้อนชื้น
กอปรกับมีฝนตกน้ำท่วมขังอย่างบ้านเรา
พอไปฟอกเกียร์มา
แล้วเกิดปัญหาหรือความเสียหายขึ้นในภายหลัง
ก็จะพากันกล่าวหาให้การฟอกเกียร์
“ เป็นแพะ “ อยู่เสมอ ๆ
..........................
ค่อย ๆ คิดและนึกดูนะว่า ...
ผมเพิ่งเขียนและเผยแพร่เรื่องฟอกเกียร์ไปเมื่อ
วันที่ 13 สิงหาคม 2017 เพียงแค่ 3 ปีกว่า ๆ
แล้วที่ผ่านมารถที่ “ ไม่เคย “ มาฟอกเกียร์
มันไม่มีเลยหรือครับที่ว่า
- เกียร์พัง
- คลัตช์ลื่น
- ซีลรั่ว
- โอริงแตก
- ฯลฯ
แล้วแต่ก่อนโน้นเค้าที่ว่า ..................
ให้เหตุผลกับลูกค้าว่าอย่างไร ?
เมื่อมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นมา
อันนี้ฝากไว้ให้คิดกันเล่น ๆ นะ
ขอรับกระผม
……………………………………………..
เซ็นเตอร์ วีล ออโตโมทีฟ
โทร. 0 8 – 2 4 4 2 – 5 3 3 5
-- รุ่ง ม.สยาม --
เบอร์เดียวรู้เรื่อง !
#ฟอกเกียร์