01/10/2026
DXA กับ BIA ต่างกันยังไง? 🤔
แม้ทั้ง 2 วิธีจะใช้ประเมิน Body Composition ได้เหมือนกัน เช่น Fat Mass, % Body Fat และ Lean Mass แต่ต่างกันที่ หลักการตรวจ รายละเอียดของข้อมูล และปัจจัยที่ส่งผลต่อผลลัพธ์
🔹 BIA (Bioelectrical Impedance Analysis)
ใช้กระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ผ่านร่างกาย แล้วนำค่าที่วัดได้ไปคำนวณเพื่อประมาณองค์ประกอบร่างกาย
จุดเด่นคือ ตรวจรวดเร็ว ใช้งานง่าย และไม่มีรังสี เหมาะสำหรับการประเมินเบื้องต้นหรือติดตามแนวโน้ม อย่างไรก็ตาม ผลอาจเปลี่ยนแปลงตามระดับน้ำในร่างกาย อาหาร และการออกกำลังกายก่อนตรวจ
🔹 DXA (Dual-energy X-ray Absorptiometry)
ใช้รังสีเอกซ์เรย์พลังงานต่ำ 2 ระดับ เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของเนื้อเยื่อ ให้ข้อมูลทั้งภาพรวมและแยกตามส่วนของร่างกาย เช่น
• Fat Mass, Lean Mass และ % Body Fat
• VAT หรือไขมันในช่องท้อง
• ALM / ALMI สำหรับประเมินมวลกล้ามเนื้อแขนและขา
• การกระจายของไขมันและเนื้อเยื่อไร้ไขมันในแต่ละบริเวณ
อีกหนึ่งความแตกต่างคือ DXA สามารถประเมินสุขภาพกระดูกได้ในเครื่องเดียว ทั้ง BMD, BMC, T-score และ Z-score ซึ่ง BIA ไม่สามารถให้ข้อมูลเหล่านี้ได้
หากต้องการประเมินองค์ประกอบร่างกายแบบรวดเร็ว BIA เป็นทางเลือกที่สะดวก แต่หากต้องการข้อมูลที่ละเอียดขึ้น ทั้ง Body Composition + Bone Health DXA ช่วยให้เห็นภาพได้ครอบคลุมมากกว่า
เพราะสุขภาพร่างกายไม่ได้มีแค่ “ไขมันกี่เปอร์เซ็นต์” แต่รวมถึงไขมันและกล้ามเนื้ออยู่ตรงไหน และสุขภาพกระดูกเป็นอย่างไรด้วย 💙
🌐 www.axtech.co.th
💬 Line OA:
#เครื่องตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก #เครื่องตรวจมวลกระดูก