ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน

ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน ทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิง และทดสอบการไหล

ปัญหาน้ำมันเครื่องมีน้ำมันดีเซลปนในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์ดีเซลของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงครั้งต่อไป ลองส...
22/07/2026

ปัญหาน้ำมันเครื่องมีน้ำมันดีเซลปน

ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์ดีเซลของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงครั้งต่อไป ลองสังเกตุสภาพของน้ำมันเครื่อง และดูว่าระดับน้ำมันเครื่องเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่ ถ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้มีการเติมอาจเป็นสัญญาณของสิ่งผิดปกติ เช่นมีของเหลวอื่นไหลลงไปปนกับน้ำมันเครื่อง

กรณีที่เป็นน้ำจะสังเกตุได้ง่าย เนื่องจากน้ำมันเครื่องจะมีการเปลี่ยนเป็นสีขุ่นคล้ายนม นั้นก็อาจเกิดจากมีน้ำรั่วเข้าไปปน ที่พบบ่อยคือ รั่วภายใน OIl cooler

แต่อีกกรณีคือ ถ้ามีน้ำมันดีเซลรั่วไหลลงไปปน จะเกิดสภาพที่เรียกว่า crankcase dilution น้ำมันเครื่องจะหนืดน้อยลง และอาจได้กลิ่นน้ำมันดีเซลผสมอยู่ ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์ของช่างเครื่องที่ชำนาญ สาเหตุที่พบบ่อยคือรั่วจาก A/C pump หรือ Lifting transfer pump และที่อาจเกิดจากมีการรั่วภายใน fuel injection pump เป็นต้น ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานจะมีความเสี่ยง

ผลกระทบที่เกิดจากน้ำมันดีเซลรั่วลงไปปนน้ำมันเครื่อง คือ
1.ความหนืดของน้ำมันเครื่องลดลงอย่างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถสร้างฟิล์มน้ำมันที่ใช้ในการหล่อลื่นได้ ทำให้ผิวโลหะสัมผัสกันเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะแบริ่งกาบของเพลาข้อเหวี่ยง อาจทำให้เครื่องหยุดยนต์เสียหายหยุดหมุนได้
2.ทำให้แหวนลูกสูบ และปลอกสูบ (liner) สึกหรอ จนทำให้กำลังอัดรั่วลงอ่าง และเมื่อกำลังหาย เครื่องสูบน้ำดับเพลิงก็จะสร้างความดันไม่ได้
3.ทำให้ความดันน้ำมันเครื่องตก ไม่สามารถส่งน้ำมันไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ทำให้ชิ้นส่วนในเครื่องยนต์สึกหรอสูง
4.สารเติมแต่ง (oil additive) ที่อยู่ในน้ำมันเครื่องจะเสื่อมเร็วกว่าปกติ เกิดการกัดกร่อน เกิดโคลนตะกอน และทำให้จุดวาบไฟลดลง อันอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการจุดระเบิดในอ่างน้ำมันเครื่องได้
ดังนั้นปัญหานี้เป็นปัญหาร้ายแรงและมีโอกาสทำให้ระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงเกิดสภาพไม่พร้อมใช้งาน (impairment) ได้

ทางบริษัทได้จัดหาเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบเบื้องต้นเมื่อสงสัยว่าจะเกิดปัญหาดังกล่าว เพื่อให้ตรวจสอบปัญหาได้เร็วและแม่นยำ และพิสูจน์ให้เห็นได้ง่ายกว่า เพื่อให้คำแนะนำกับลูกค้าถึงแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม โดยลูกค้าสามารถนำน้ำมันเครื่องที่ถ่ายออกมาส่งไปทดสอบในห้องแล็บทดสอบอย่างละเอียดเพิ่มเติม ดูว่าความหนืดเปลี่่ยนไปเท่าไร, มีวัสดุอะไรปลอมปนที่บ่งบอกถึงการสึกหรอได้ถ้าต้องการ ทั้งนี้เพื่อให้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงอยู่ในสภาพพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมั่นใจ

รับบำรุงรักษา และทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี โดยวิศวกรและทีมงานที่มีประสบการณ์
สนใจติดต่อ วีรวุฒิ
มือถือ และ ID line 0815778879
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด
อีเมล์ [email protected]

ท่อยืนที่อยู่ในอาคารเดียวกันที่มีความสูงต่างกันอาคารสูงสมัยใหม่จะมีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นระบบท่อยืน (Standpipe) ...
18/07/2026

ท่อยืนที่อยู่ในอาคารเดียวกันที่มีความสูงต่างกัน

อาคารสูงสมัยใหม่จะมีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นระบบท่อยืน (Standpipe) ของระบบดับเพลิงจึงต้องออกแบบให้สอดคล้องกับแบบทางสถาปัตย์แต่ก็ต้องอ้างอิงกฎหมายและมาตรฐานระบบดับเพลิงที่เกี่ยวข้องด้วย

ในการคำนวณหาค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงตาม NFPA 14 ข้อ 10.6.1.2.1.1 ระบุว่า ในสถานที่ที่ระบบท่อยืน มีท่อยืนที่ส่งขึ้นไปสุดที่ระดับพื้นต่างกัน จะต้องมีการคำนวณกลศาสตร์ของไหลสำหรับท่อยืนของแต่ละระดับชั้น

ในมาตรฐานได้ยกตัวอย่างสำหรับอ้างอิง ตามรูป Figure A.10.6.1.2.1.1 ซึ่งผู้เขียนเข้าใจและสรุปดังนี้ ตามรูปเป็นอาคารที่มีท่อยืน 2 ท่อที่จ่ายให้ชั้นที่ 15 และหลังคา กับอีก 2 ท่อยืนที่จ่ายให้ชั้นที่ 10 และหลังคาที่ต่ำกว่า โดยอาคารนี้เป็นอาคารที่มีการติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงทั่วทุกพื้นที่ ในกรณีนี้ จะต้องทำการคำนวณ 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 คำนวณว่าระบบสามารถจ่ายน้ำดับเพลิงได้ 100 psi ที่จุดบนสุดของท่อยืน และดาดฟ้าด้านบน ด้วยอัตราการไหล 750 gpm (อัตราการไหล 250 gpm จากแต่ละหัวจ่ายน้ำ A, B, และ C)

หมายเหตุ ตาม กม.ไทย ความดันใช้งานจะต้องไม่น้อยกว่า 65 psi แต่ไม่เกิน 100 psi ดังนั้นควรเลือก 100 psi เพราะแนวโน้มจะเปลี่ยนเป็นแบบน้ันตามมาตรฐานสากล

ครั้งที่ 2 คำนวณว่าระบบสามารถจ่ายน้ำดับเพลิงได้ 100 psi ที่ชั้นหลังคาที่ต่ำกว่า ด้วยอัตราการไหล 1,000 gpm (อัตราการไหล 250 gpm จากแต่ละหัวจ่ายน้ำดับเพลิง D, E, F และ G) เนื่องจากอาคารติดตั้งหัวกระจายน้ำดับเพลิงทั้งหมด จึงไม่ต้องนำ riser ที่สี่มาคำนวณ (ผู้เขียน - แต่กฎกระทรวงฉบับที่ 33 ยังไม่ได้ยกเว้น ดังนั้น อาคารที่อยู่ในประเทศไทย ยังต้องคำนวณด้วยอัตรา 1,250 gpm)

ผู้ที่เลือกขนาดของไฟร์ปั๊มจะต้องแน่ใจว่าไฟร์ปั๊มสามารถจ่ายน้ำได้ครอบคลุมการคำนวณทั้ง 2 ค่า เพราะอัตราสูบ จะขึ้นกับชั้นที่ 10 แต่ความดันที่ต้องการจะขึ้นกับชั้น 15

เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ลองดูว่าจากสไลด์ของอาคารแห่งหนึ่งที่ผู้เขียนจินตนาการขึ้นมาเอง ถ้าต้องการเลือกขนาดไฟร์ปั๊มควรจะมีอัตราสูบกี่ 750 หรือ 1,500 gpm

รับทดสอบการไหล (Flow test) ของระบบท่อยืน (Standpipe) สำหรับอาคารสูง สำหรับอาคารที่จัดเตรียมจุดทดสอบไว้ให้ ส่งมอบรายงานพร้อมรับรองโดยวิศวกร
สนใจติดต่อ นายวีรวุฒิ
Mobile and ID line: 0815778879
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด
Email: [email protected]

ไฟไหม้โรงเบียร์ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2569ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้บาดเจ็บทุกคนปลอดภัย, ปกติผู้เขี...
15/07/2026

ไฟไหม้โรงเบียร์ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2569

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้บาดเจ็บทุกคนปลอดภัย, ปกติผู้เขียนจะไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อบังคับของสถานบันเทิงเท่าไร แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้จึงลองไปอ่าน

กฎกระทรวง กำหนดประเภทและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้เพื่อประกอบกิจการเป็นสถานบริการ พ.ศ.2555 ที่ออกมาเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ซ้ำรอยไฟไหม้สถานบันเทิงซานติก้าผับ เมื่อวันปีใหม่ 2552 เมื่อ 17 ปีก่อน

เป็นที่น่าเสียใจและตกใจเมื่อทราบว่า โรงเบียร์ดังกล่าว ขออนุญาติเป็น เพียงร้านอาหาร และไปขอเพิ่มการแสดงดนตรีเพิ่ม โดยมีข้อกำหนดคือห้ามเปิดเกินเที่ยงคืน, แต่กลับสามารถเปิดดำเนินการได้จนเกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว ซึ่งจะไม่ขอลงรายละเอียดเพราะไม่ทราบที่มา แต่ในมุมมองของวิศวกรที่ทำงานด้านป้องกันและระงับอัคคีภัย ในความเห็นส่วนตัว เป็นที่น่าเสียดายว่า หากโรงเบียร์ดังกล่าว ขออนุญาติเป็น สถานบริการ ความสูญเสียน่าจะน้อยกว่านี้มาก เพราะว่า

- โรงเบียร์ดังกล่าว เป็นอาคารเดี่ยวชั้นเดียว มีพื้นที่ประมาณ 700-800 ตร.ม. (ผู้เขียนวัดจาก google map) เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น ดังนั้นตาม กฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 4 วงเล็บ (3) จะจัดเป็น สถานบริการประเภท ค หมายความถึง สถานบริการที่เป็นอาคารเดี่ยว ซึ่งมีการจัดพื้นที่บริการตั้งแต่ 500 ตร.ม.ขึ้นไป
- ข้อ 6 การขออนุญาตจะต้องมี แผนผังบริเวณ แบบแปลน ต่าง อย่างละเอียด และมักจะต้องจัดทำโดยคนที่ทำวิชาชีพนี้ ทำให้มีการตรวจสอบอย่างเหมาะสม ก่อนที่จะได้รับใบอนุญาติ, ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องคือ วงเล็บ (2) วงเล็บย่อย (ฉ) แสดงตำแหน่งป้ายแสดงทางออก ป้ายทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน จุดแจ้งเหตุด้วยมือ และถังดับเพลิง, วงเล็บ (3) รายการประกอบแบบแปลนของระบบดับเพลิงอัตโนมัติ, ระบบท่อน้ำดับเพลิง เป็นต้น
- ข้อ 7 แบบแปลนระบบไฟฟ้า ซึ่งจะรวมถึงการคำนวณขนาดของสายไฟฟ้าให้เพียงพอกับการใช้ และผู้รับเหมาที่มาติดตั้งก็จะทำให้สอดคล้องกับมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยที่เริ่มมีต้ังแต่ พ.ศ.2556 และมีข้อกำหนดสำหรับสถานบริการโดยเฉพาะ ทั้งในเรื่อง สายไฟ, วิธีการเดินสาย เป็นต้น
- ข้อ 8 จะมีการติดตั้งแบบแปลนแผนผังอาคารซึ่งแสดงตำแหน่ง เช่น ทางหนีไฟ ทางออก และประตูทางออก ไว้ตามจุดที่ระบุให้ผู้ใช้บริการ มองเห็นได้ง่ายในกรณีฉุกเฉิน
- ข้อ 12 ห้องครัวที่อยู่ในร้าน จะถูกกั้นแยกด้วยผนังกันไฟ (ในข่าวไม่ได้ระบุว่าถัง LPG ที่ทางร้านใช้อยู่นอกหรือในอาคาร)
- ข้อ 14 วัสดุตกแต่งผิวผนังและฝ้าเพดานที่ใช้ภายในสถานบริการ จะต้องเป็นวัสดุที่ติดไฟหรือลุกไหม้ที่มีอุณภูมิไม่น้อยกว่า 750 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือเป็นวัสดุที่มีดรรชนีการลามไฟไม่เกิน 75 และดรรชนีการกระจายควันไม่เกิน 450

ทางเจ้าหน้าที่และ วสท.ตรวจสอบแล้วพบว่าฉนวนที่อยู่เหนือฝ้า มีโอกาสเผาไหม้แบบ Pyrolysis เมื่อมีประกายไฟไปโดน และเมื่อความดันก๊าซที่ติดไฟได้ และเป็นพิษสูงขึ้นจึงดันลงมาตามช่องไฟ, ข้อนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไฟลุกลามเร็วมาก และควันพิษที่เกิดขึ้นทำให้มองไม่เห็นทาง และทำให้คนหมดสติภายใน 1-2 นาที และหมดโอกาสหนี จนเสียชีวิต
- ข้อ 18 จะมีระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้า ที่มีมาตรฐาน (พฐ.ระบุเบื้องต้นว่าน่าจะเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจากเครื่องปรับอากาศ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าสามารถป้องกันได้ ถ้าติดตั้งอย่างถูกต้อง, มีระบบป้องกันไฟเกินตามมาตรฐาน และมีการตรวจสอบเป็นประจำโดยผู้ที่มีความชำนาญ)
- ข้อ 20 ต้องมีระบบจ่ายไฟฟ้าสำรองสำหรับเครื่องหมายแสดงทางฉุกเฉิน ทางเดิน (ในข่าวสัมภาษณ์ผู้ประสบเหตุ เล่าให้ฟังว่าเพียงครู่เดียวไฟก็ดับสนิท และมองไม่เห็นทางหนี)
- ข้อ 21 ถ้าใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จะต้องรับไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง
- ข้อ 24 สถานบริการประเภท ค และ จ จะต้องมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เช่น ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง (สปริงเกอร์) ที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองทันทีที่เกิดเพลิงไหม้ ครอบคลุมพื้นที่สถานบริการทั้งหมด, มีการออกแบบตามมาตรฐาน, และถ้าอาคารสูงเกิน 15 เมตร ข้อ 23 ระบุให้ต้องมีท่อยืน ตู้หัวฉีดน้ำดับเพลิง ที่เก็บน้ำสำรอง และหัวรับน้ำดับเพลิงเพิ่มด้วย, และในกรณีนี้คาดว่าฉนวนจะเป็นวัสดุที่ติดไฟได้ ดังนั้นช่องว่างเหนือฝ้า (Conceal space) จะต้องมีหัวกระจายน้ำดับเพลิงติดตั้งไว้ด้วย ดงนั้นถ้าใช้ฉนวนที่ไม่ลามไฟตามที่ระบุ ก็ไม่ต้องมีหัวกระจายน้ำดับเพลิงด้านบน

- ข้อ 25 ต้องมีระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ ซึ่งจะช่วยให้แจ้งเตือนนักเที่ยวได้เร็ว และมีเวลาอพยพหรือหนีไฟมากขึ้น
- ข้อ 26 มีถังดับเพลิงเพียงพอ และใช้ช่วยระงับเหตุเบื้องต้นได้ เช่น กรณีไฟติดบนฝ้าเพดานที่อยู่เหนือหัวกระจายน้ำดับเพลิง
- ข้อ 27 ต้องมีระบบควบคุมการแพร่กระจายของควัน ซึ่งจะช่วยให้ ผู้อพยพสามารถหายใจและมองเห็นทัศนวิสัยได้ดีขึ้น
- ข้อ 28 จำนวนทางออกและประตูทางออก สอดคล้องกับจำนวนคนสูงสุด จะทำให้อพยพได้เร็ว ไม่แออัด จนเหยียบกันตาย, ในข้อนี้ จำนวนคนสูงสุดที่คำนวณได้ถ้าประเภทกิจการการใชอาคารเป็น ไนต์คลับ บาร์ จะเป็น 600 ตร.ม./ 1 ตารางเมตร/คน = 600 คน ที่จะต้องอพยพ ดังนั้นต้องมีจำนวนทางออกและประตูทางออกไม่น้อยกว่า 4 แห่ง และในกรณีสถานบริการมีเวทีการแสดง จะต้องมีทางออกหรือประตูทางออกด้านหลังเวที หรือข้างเวทีเพิ่มอีกอย่างน้อยหนึ่งแห่ง ดังนั้นจะต้องมี 4+1 = 5 แห่ง (น่าเสียดายว่าทางออกข้างห้องน้ำ กับในครัว ไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม จึงทำให้เกิดความสูญเสียมาก)
- ข้อ 30 ทางออก หรือประตูทางออก เพื่อหนีไฟ จะมีลักษณะเหมาะสม ตามที่กฎหมายกำหนดรูปแบบไว้ โดยเฉพาะ วงเล็บ (6) ที่ห้ามใช้ประตูเลื่อนเป็นประตูทางออก (ไม่ได้ห้ามใช้ แต่ทางกฎหมาย น่าจะไม่นับรวมเป็นประตูทางออก ดังนั้นผู้ประกอบการต้องเพิ่มประตูทางออกขึ้นต่างหาก และประตูเลื่อนยังสามารถใช้หนีไฟได้เช่นเดียวกัน)
- ข้อ 31 ต้องมีทางออกหลักอย่างน้อย 1 แห่ง (อันนี้ผู้เขียนไม่แม่น ต้องปรึกษาผู้รู้เพิ่ม)
- ข้อ 39 สถานบริการจะต้องติดป้ายแสดงความจุคนในสถานบริการ ให้ชัดเจน ซึ่งอันนี้น่าสนใจ แต่ผู้ประกอบการคงไม่ชอบ ดังนั้นถ้าต้องการความจุเยอะๆ ก็ต้องวางแผนให้ทุกอย่างสอดคล้องกับกฎหมายรอไว้ก่อน
- ข้อ 46 ต้องจัดให้มีผู้ดูแลระบบความปลอดภัย เพื่อควบคุม ดูแล และปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้ตลอดเวลาที่เปิดดำเนินการ
- ข้อ 47 จะต้องมีผู้ตรวจสอบอาคาร โดยกฎหมายระบุชัด ให้ผู้ตรวจสอบอาคารตรวจสอบวัสดุที่ใช้ภายในสถานบริการและทางเดินทั้งหมด รวมถึงวัสดุตกแต่งผิวผนังและฝ้าเพดาน และกระจกให้เป็นไปตามข้อ 14 และข้อ 17 เพิ่มเติมจากการตรวจสอบที่กำหนด
- ข้อ 48 เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบการแก้ไขได้ ถ้าพบว่าไม่ถูกต้อง และสั่งห้ามใช้อาคารได้ ถ้าแจ้งแล้วไม่ยอมแก้ไขให้ปลอดภัย

ผู้อ่านน่าจะพอเห็นภาพว่า ถ้าใบอนุญาตร้านนี้เป็นสถานบันเทิง มาตรการต่างๆที่กำหนดไว้ จะทำให้อุบัติเหตุคร้ังนี้ไม่สูญเสียเท่านี้, ผู้เขียนยกมาบางส่วนที่เห็นความสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น และมีความเห็นว่ากฎหมายของเราไม่ได้ล้าสมัยและได้พยายามป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ทันทีคือ การปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการ และการบังคับใช้กฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ให้เคร่งครัด

กรณีที่ต้องการออกแบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงสปริงเกอร์สำหรับอาคารลักษณะคล้ายกับโรงเบียร์ ถ้าเป็นผู้เขียน จะออกแบบด้วยพื้นที่ครอบครองอันตรายปานกลาง กลุ่มที่ 1 (Ordinary Hazard group 1 หรือ OH1) เป็นอย่างน้อย, โดยใช้ความหนาแน่นน้ำดับเพลิง 6.1 L/min/m2 สำหรับพื้นที่ออกแบบ 140 m2 (หรือ 0.15 gpm/sq.ft over 1500 sq.ft) และควรมีสายฉีดน้ำดับเพลิงอีก 950 L/min, ถ้าปริมาณน้ำน้อยจะระเหยไปในเปลวไฟหมด คิดง่ายๆ ว่า ความหนาแน่นน้ำ 6.1 L/min/m2 หรือ mm/min จะคิดเป็นปริมาณฝนตก = 6.1 x 60 = 366 mm/hr (ถ้าปริมาณฝนมากกว่า 90 mm/hr ก็จัดเป็นฝนหนักมาก)

สุดท้ายผู้เขียนรู้สึกถึงความเห็นแก่ตัวของผู้ประกอบการ ที่ในข่าวระบุว่าได้ทำประกันอัคคีภัย วงเงินถึง 40 ล้านบาท แต่ไม่ครอบคลุมถึงผู้ประสบเหตุ ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

เริ่มแก้ไขวันนี้ จะได้ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

วีรวุฒิ

ท่อยืนในแนวนอน (Horizontal standpipe)การคำนวณหาปริมาณน้ำดับเพลิงสำหรับท่อยืนในอาคารสูงจะไม่ซับซ้อนและส่วนใหญ่จะหาได้ไม่ย...
12/07/2026

ท่อยืนในแนวนอน (Horizontal standpipe)

การคำนวณหาปริมาณน้ำดับเพลิงสำหรับท่อยืนในอาคารสูงจะไม่ซับซ้อนและส่วนใหญ่จะหาได้ไม่ยาก โดยนับจำนวนท่อยืนที่มีในอาคาร แต่จะต้องลงรายละเอียดเพิ่มในกรณีที่มีท่อยืนสูงไม่เท่ากันตามแบบสถาปัตย์ของอาคาร ในบทความนี้ผู้เขียนจะขอนำเสนอเรื่องท่อยืนในแนวนอน ซึ่งจะนำไปประยุกต์ใช้กับระบบท่อน้ำดับเพลิงสำหรับตู้ FHC และหัวจ่ายน้ำดับเพลิงในโรงงาน หรือ อาคารขนาดใหญ่ที่มีพื่นที่มากแต่ไม่สูง เพราะยังมีความสับสนกันอยู่มาก โดยผู้เขียนได้ศึกษาจาก NFPA 14 Standard for the Installation of Standpipe and Hose Systems ร่วมกับ วสท.3002-51 มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย และสรุปจากประสบการณ์ในการคำนวณค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง และทดสอบฉีดน้ำปลายสาย แล้วนำสรุปเป็นบทความนี้

เรามาดูคำนิยามของ Horizontal standpipe ใน NFPA 14 ปี 2024 กัน
ข้อ 3.3.27.1 Horizontal standpipe หมายความถึงระบบท่อที่ส่งน้ำดับเพลิงให้จุดต่อสายน้ำดับเพลิง (hose connection) จำนวน 2 หัวหรือมากกว่า, และหัวกระจายน้ำดับเพลิง (sprinkler) สำหรับระบบร่วม (combined system) ในหนึ่งชั้น

สิ่งที่น่าสนใจคือผู้เขียนเข้าใจว่า NFPA 14 มองว่าการใช้น้ำดับเพลิงจากท่อยืนในแนวนอนในโรงงานอาจมีการใช้งานตั้งแต่ 3 หัวขึ้นไปที่มาจากท่อยืนในแนวนอนเส้นเดียวกัน (ต่างจากอาคารสูงที่การออกแบบจะพยายามไม่ให้ไฟลามข้ามชั้นโดยพื้นต้องเป็นผนังกันไฟ ดังนั้นจึงไม่ได้ใช้หัวจ่ายน้ำดับเพลิงตั้งแต่ 3 หัวขึ้นไปจากท่อยืนเดียวกัน ดังนั้น
ข้อ 10.6.1.1.3 กำหนดว่าท่อยืนในแนวนอนของ class 1 และ class 3 ที่จ่ายน้ำดับเพลิงให้จุดต่อสายน้ำดับเพลิง จำนวน 3 หัวหรือมากกว่า ในชั้นใดๆ, อัตราการไหลขั้นต่ำสำหรับจุดที่ความต้องการน้ำดับเพลิงสูงสุดที่คำนวณตามหลักกลศาสตร์ของไหล (hydraulically most demanding) สำหรับท่อยืนในแนวนอน ต้องเป็น 750 gpm (2,850 L/min) และให้คำนวณตามข้อ 10.6.1.2.2

และเมื่อตามไปดูที่ข้อ 10.6.1.2.2 จะอธิบายเพิ่มเติมว่าท่อยืนในแนวนอนของ class 1 และ class 3 ที่จ่ายน้ำดับเพลิงให้จุดต่อสายน้ำดับเพลิง จำนวน 3 หัวหรือมากกว่า ในชั้นใดๆ, การคำนวณกลศาสตร์ของไหล และขนาดท่อของท่อยืนให้มีหลักคิดคือจ่ายน้ำ 250 gpm (950 L/min) ที่จุดต่อน้ำดับเพลิง จำนวน 3 หัวที่ไกลที่สุด และที่จุดต่อของแต่ละท่อยืนในเส้นอื่น โดยให้มีความดันใช้งานต่ำสุดตาม ข้อ 10.2.6

ลองดูสเก็ตที่จัดทำขึ้นในภาพแรกหลายคนน่าจะเคยเห็นจากการอบรมในหลายที่ ผู้เขียนขออนุญาตนำมาปรับปรุงเล็กน้อย ในกรณีที่เป็นท่อยืนจะเข้าใจได้ไม่ยาก และลองจินตนาการถ้าอาคารเป็นลักษณะอาคารโรงงาน และมีท่อจ่ายน้ำดับเพลิงให้ตู้ FHC ที่จะต้องครอบคลุมพื้นที่ตามแนวทางเดินเมื่อใช้สายดับเพลิงยาว 30 เมตร แต่จะต้องอยู่ห่างกันไม่เกิน 64 เมตร ตามกฎหมาย การออกแบบท่อน้ำดับเพลิงที่ไปจ่ายให้ FHC จะกลายเป็นลักษณะของท่อยืนในแนวนอน (Horizontal standpipe) และการคำนวณจะใช้หลักการเดียวกัน ยกเว้นใน NFPA 14 จะให้ความสำคัญกับท่อที่ไกลสุดที่ถ้ามีโอกาสจ่ายน้ำให้ตู้ FHC ตั้งแต่ 3 หัวขึ้น จะต้องออกแบบที่ 250 x 3 = 750 gpm แล้วเพิ่มน้ำดับเพลิงที่จุดต่อไปท่อยืนแนวนอนอื่นๆ อีกท่อละ 250 gpm, การเพิ่มอัตราการไหลของน้ำจาก 500 gpm เป็น 750 gpm อาจต้องเพิ่มขนาดท่อยืนให้เหมาะสมเพื่อให้ความดันใช้งานเพียงพอตามที่ต้องการ, ส่วนใครจะอ้างอิงว่าออกแบบขั้นต่ำตามกฎหมายไทยก็สามารถทำได้ อย่างน้อยก็ถือว่ามีความปลอดภัย

จากประสบการณ์ในการทำงานเป็นวิศวกร การคำนวณไม่ใช่ปัญหาสำหรับวิศวกรไทย และยิ่งในปัจจุบันมีซอฟแวร์ออกแบบให้ใช้อย่างแพร่หลายยิ่งสะดวกมากขึ้น แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ แนวคิดที่จะต้องวางระบบให้ถูกต้องสอดคล้องทั้งกฎหมายและมาตรฐาน เพราะถ้าตั้งต้นผิด การคำนวณที่ถึงแม้ว่าจะถูกต้องก็ไม่เหมาะสม

ใครที่สนใจ ควรศึกษาเพิ่มเติม ใน NFPA 14 เนื่องจาก วสท.3002-51 ยังไม่ได้มีการปรับปรุงเรื่องเกี่ยวกับท่อยืนมาเป็นเวลานาน แต่เรากำลังเดินหน้าไปสู่ขนาดอาคารโรงงานที่ใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงมาตรฐานหลายตัวจะอ้างอิงไปที่ วสท.3002-51 ดังกล่าว, และหลักคิดเรื่องท่อยืนในแนวนอนที่เหมาะสมจะมีผลต่อขนาดของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ต้องการ และรวมไปถึงการทดสอบเพื่อให้แน่ใจว่าระบบดับเพลิงสามารถใช้งานได้ตามที่ต้องการ

ถ้าท่านใดมีแผนผังระบบป้องกันอัคคีภัยในโรงงานที่ต้องการปรึกษา สามารถส่งอีเมล์มาคุยกันได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ผู้เขียนยินดีให้คำแนะนำเพื่อเป็นแนวคิดให้เกิดความปลอดภัยตามที่ผู้เขียนศึกษาจาก NFPA 14 ประกอบเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้โต้แย้งกับ AHJ ของท่าน

รับทดสอบวัดอัตราการไหลของระบบท่อยืนสำหรับอาคารสูงและโรงงาน ด้วยเครื่องมือที่ได้รับการรับรองโดย FM พร้อมเซ็นต์รับรองรายงานโดยวิศวกร
สนใจติตด่อ นายวีรวุฒิ
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด
Line ID และ มือถือ 0815778879
อีเมล์ [email protected]
www.WL-Engineering.co.th

Drain and Test riser ในระบบท่อยืน (Standpipe)ท่อเมนแนวดิ่งสำหรับระบายน้ำและใช้ทดสอบ (Drain and Test riser) ที่ควรต้องมีม...
08/07/2026

Drain and Test riser ในระบบท่อยืน (Standpipe)

ท่อเมนแนวดิ่งสำหรับระบายน้ำและใช้ทดสอบ (Drain and Test riser) ที่ควรต้องมีมาพร้อมกับท่อยืน (Standpipe) แต่มักถูกมองข้ามและไม่ได้ติดตั้งไว้ โดยเฉพาะท่อยืนของอาคารสูงที่หัวจ่ายน้ำดับเพลิง (hose valve) หรือตู้สายฉีดน้ำดับเพลิง (FHC) เป็นหัวจ่ายน้ำดับเพลิงที่มีการจำกัดความดัน (Pressure-restricting hose valve) เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องมีการทดสอบว่าทุกตัวสามารถจ่ายน้ำได้ตามที่อัตราการไหลที่ต้องการ และความดันอยู่ในค่าที่มาตรฐานและกฎหมายกำหนดหรือไม่ก่อนใช้งานอาคาร

ผู้เขียนสังเกตุว่าโดยส่วนใหญ่ในอาคารสูงจะมีการติดตั้งท่อ Drain ที่มักจะมีขนาดท่อเพียง 2 นิ้ว (50 mm.) สำหรับสถานีทดสอบประจำชั้น (Floor test station) ของระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง (Sprinkler) เท่านั้น, ถ้าผู้ออกแบบเข้าใจมาตรฐานตัวนี้ก็สามารถเพิ่มขนาดท่อให้เพียงพอกับท่อยืนได้ไปพร้อมกัน

นอกจากนั้น Drain and test riser ยังสามารถใช้ในการทดสอบวัดอัตราการไหลของจุดที่สูงที่สุดของแต่ละเขต (หรือ Zone) ที่ระบบท่อยืนมีการออกแบบไว้ ในกรณีที่ไม่สามารถฉีดน้ำดับเพลิงในชั้นนั้นได้ โดยใช้เครื่องวัดอัตราการไหล (in-line flow meter) ที่วัดปริมาณน้ำดับเพลิงที่ออกจากหัวจ่ายน้ำดับเพลิงแล้วต่อสายดับเพลิงไปเข้ากับจุดต่อของ Drain and test riser ที่จัดเตรียมไว้ที่อยู่ใกล้ๆกัน ทำให้ไม่ต้องมีน้ำดับเพลิงที่ถูกฉีดในพื้นที่ที่ทำให้เกิดความเสียหายได้

ส่วนใหญ่อาคารสูงจะถูกแบ่งเป็นหลายโซน และแต่ละโซนมักจะมีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงหรือไฟร์ปั๊มเป็นของตัวเอง การทดสอบฉีดน้ำจะต้องทำที่ชั้นบนสุดของแต่ละโซน การทดสอบวัดอัตราการไหลหรือฉีดน้ำที่ชั้นดาดฟ้าเพียงโซนเดียว ก็ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าโซนอื่นๆ จะได้ตามเกณฑ์

การออกแบบและติดตั้งท่อยืนของมาตรฐาน วสท.3002-51 มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย, จะอยู่ในภาคที่ 5 มาตรฐานระบบดับเพลิง, หมวดที่ 6 ระบบท่อยืนและสายฉีดน้ำดับเพลิง ซึ่งจะใช้มาตรฐาน NFPA 14 Standard for the Installation of Standpipe and Hose System เป็นต้นแบบ, ผู้อ่านที่สนใจสามารถใช้มาตรฐานสากลดังกล่าวในการศึกษาเป็นแนวทางได้ และในบางเรื่องที่ไม่มีระบุใน วสท. ควรยิ่งต้องอ้างอิง NFPA 14 ประกอบเพิ่มเติม

ลองดู NFPA 14 - 2024
ข้อ 9.10.1 ต้องมีการดิดตั้งท่อเมนแนวดิ่งสำหรับระบายน้ำ (Drain riser) ติดกับท่อยืนแต่ละเส้นที่มีอุปกรณ์ควบคุมความดันเพื่อใช้ในการทดสอบ และท่อต้องมีขนาดเพียงพอสามารถรับน้ำเต็มที่ แต่ต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า
(1) ขนาดของด้านจ่ายของอุปกรณ์ควบคุมความดันที่มีขนาดเกินกว่า 2.5 นิ้ว (65 mm.)
(2) 3 นิ้ว (80 mm.) สำหรับใช้ทดสอบอุปกรณ์ควบคุมความดันขนาด 2.5 นิ้ว (65 mm.)
(3) 2 นิ้ว (50 mm.) สำหรับใช้ทดสอบอุปกรณ์ควบคุมความดันขนาด 1.5 นิ้ว (40 mm.)
9.10.1.1.2 จุดต่อ (Connection) ของ drain riser ควรติดตั้งอย่างน้อยชั้นเว้นชั้น
รายละเอียดอื่นๆ ให้ดูในมาตรฐาน NFPA 14

ในท้ายที่สุดระบบท่อยืนจำเป็นต้องมีการทดสอบวัดอัตราการไหล (Flow tests) หลังจากติดตั้งให้ผ่าน เพื่อส่งมอบอาคารให้ลูกค้า ตาม NFPA 14 ข้อ 12.6.1 และมีการทดสอบเป็นประจำอย่างน้อยทุก 5 ปี ตามมาตรฐาน NFPA 25 หรือ วสท.033011-19 ข้อ 4.4.3.1.1 เพื่อดูว่าระบบท่อมีความผิดปกติไปจากตอนแรกหรือไม่, ดังนั้นถ้าอาคารสูงไม่ได้ถูกเตรียม Drain and test riser ไว้ ก็อาจไม่สามารถทดสอบอย่างเหมาะสมได้ ทำให้เกิดคำถามกับผู้ใช้อาคารว่าระบบท่อยืนสามารถใช้งานดับเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยได้จริงๆหรือไม่

การทดสอบสมรรถนะของไฟร์ปั๊มเป็นการดูว่าต้นกำลังยังส่งน้ำได้ตามที่ต้องการหรือไม่ ส่วนการทดสอบการวัดอัตราการไหล เป็นการตรวจสอบดูว่าระบบท่อน้ำดับเพลิงผิดปกติจ่ายน้ำที่ปลายทางได้เพียงพอหรือไม่ เป็นการทดสอบที่ดูคนละส่วนกัน ไม่สามารถแทนกันได้

ระบบท่อยืนของอาคารในโซนใดที่ไม่สามารถทดสอบฉีดน้ำได้จริง และไม่ได้มีการเตรียมท่อ Drain and test riser ไว้ให้ จะมีปัญหาเรื่องการทดสอบตามมาตรฐาน จึงทำให้ไม่มีการทดสอบ

รับทดสอบวัดอัตราการไหลของท่อยืน (Standpipe) ในอาคารสูงด้วยเครื่องมือที่ได้รับการรับรองจาก FM พร้อมรับรองรายงานโดยวิศวกรเครื่องกลที่มีประสบการณ์
สนใจติดต่อ นายวีรวุฒิ
Line ID และ Mobile: 0815778879
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด

ไฟไหม้แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Photovoltaic Panel)ในปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นที่นิยมกว้างขวาง เพราะเป็นพ...
19/06/2026

ไฟไหม้แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Photovoltaic Panel)

ในปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นที่นิยมกว้างขวาง เพราะเป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีต้นทุนในการผลิตลดลงจากในอดีต ส่งผลให้เกิดการคุ้มทุนรวดเร็วขึ้น

แต่เมื่อมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ความเสี่ยงประเภทใหม่ก็เกิดขึ้น นั่นคือ ไฟไหม้บนหลังคาที่ติดต้ังโซลาร์เซลล์

สาเหตุที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้านอัคคีภัยสำหรับระบบโซลาร์เซลล์เป็นพิเศษ เพราะ
1. Fire dynamics การติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาที่เป็นหลังคาทนไฟ จะเป็นการเพิ่มเชื้อเพลิงให้กับโครงสร้างเดิม และเปลี่ยนพลศาสตร์ของการลามของไฟไหม้ และการที่มีแผงโซลาร์ติดต้้งอยู่จะทำให้ความร้อนอยู่ใกล้กับหลังคา และเพิ่มอุณหภูมิและความเข้มต่อพื้นที่ของความร้อนให้กับหลังคา
2.อันตรายจากการเกิดจุดติดไฟ ระบบ PV จะมีอันตรายหลายอย่างที่ทำให้เกิดการจุดติดไฟ (ignition) และความผิดปกติของอุปกรณ์ไฟฟ้า สามารถทำให้เกิดการลัดวงจร (Arc) ที่มีความรุนแรงเนื่องจากเป็นไฟฟ้ากระแสตรง และการที่แผงโซลาร์จะต้องติดตั้งในที่กลางแจ้ง รับแสงแดด ลม ฝน พายุ จึงทำให้เกิดความเสื่อมและเสียหายได้ในที่สุด

ดังนันเมื่อคิดจะนำแผงโซลาร์เซลล์มาใช้บนหลังคา ก็ต้อง
มีการออกแบบให้เหมาะสม, มีการวางเลย์เอาท์ที่ถูกต้อง, จัดระยะห่างระหว่าง Array ตามมาตรฐาน, มีการจัดทำทางเดินที่ปลอดภัย และติดตั้งราวกันตก, จัดทำบันไดทางขึ้นให้ถึงระดับชั้นของแผงโซลาร์เซลล์
ติดตั้งโดยผู้ที่เชี่ยวชาญ, มีความรู้ และใช้เครื่องมือที่เหมาะสม, ควบคุมคุณภาพโดยเฉพาะการต่อสาย เป็นต้น
คำนึงถึงการบำรุงรักษา การทำความสะอาดแผงโซลาร์ การตรวจสอบประจำสัปดาห์ การตรวจสอบจุดร้อนด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อน เป็นต้น
มาตรการตอบโต้กรณีเกิดเหตุุฉุกเฉิน ป้ายเตือนต่างๆ ปุ่่ม Rapid shutdown สำหรับทีมดับเพลิง หัวจ่ายน้ำสำหรับฉีดดับเพลิง หน่วยงานดับเพลิงท้องถิ่นที่มีรถหอน้ำ, เป็นต้น

ในภาพตัวอย่างเป็นกรณีที่เกิดเพลิงไหม้คลังสินค้าห้องเย็น ที่เกิดเพลิงไหม้ขึ้นบนหลังคา ที่ LA ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ แต่ผลกระทบที่โซลาร์เซลล์บนหลังคาไฟไหม้ และมีแนวโน้มว่าจะมีการเสียหายของท่อแอมโมเนียที่ใช้ในระบบทำความเย็น ทำให้ยากลำบากและอันตรายต่อการดับเพลิง ควันไฟที่เกิดขึ้นทำให้ชุมชนรอบข้างเดือดร้อน ต้องประกาศให้ทุกคนอยู่ในที่พักและปิดหน้าต่างให้มิดชิดและเปิดแอร์ได้เบาๆ (Shelter in-place) ในระหว่างที่กำลังดับไฟ และคุณภาพอากาศเป็นอันตราย

การที่แผงโซลาร์เซลล์ก็สามารถติดไฟได้ทำให้มีวัสดุติดไฟจำนวนมหาศาล เมื่อเจ้าหน้าที่ดับเพลิงตัดกระแสไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว ก็จำเป็นต้องใช้น้ำฉีดดับเพลิง (เพื่อความปลอดภัยจะฉีดน้ำเป็นฝอย หรือ Fog เท่านั้น ไม่ฉีดเป็นลำตรง) ในภาพข่าว จนท ดับเพลิงจะลากสายน้ำขึ้นไปบนหลังคาเพิ่มเติม ดังนั้นอาคารที่มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ก็ต้องมีการจัดเตรียมหัวจ่ายน้ำดับเพลิงและท่อยืนไว้ให้พร้อมใช้งาน

ในกรณีนี้มีแทคติกที่น่าสนใจคือ LAFD มีการใช้เฮลิคอปเตอร์บรรทุกน้ำที่ปกติใช้ดับไฟป่ามาช่วยในภารกิจเพิ่มเติมด้วย แต่การจะตัดสินใจใช้ เค้าต้องประเมินความเสี่ยงเรื่องการพังทลายของหลังคาอย่างรอบคอบก่อน

ขอขอบคุณภาพข่าวจาก KTLA ช่อง 5

รับคำนวณค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง สำหรับ ระบบสายฉีดน้ำดับเพลิง และหัวฉีดน้ำแรงดันสูงแบบยึดกับที่ สำหรับแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ที่ติดตั้งเพิ่มเติม
รับทดสอบการไหลท่อยืน ด้วยเครื่องมือวัดอัตราการไหลที่ได้รับการรับรองจาก FM

สนใจติดต่อนายวีรวุฒิ
สามัญวิศวกรเครื่องกล, ผู้ชำนาญการด้านพลังงาน
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด
มือถือ และ Line ID : 0815778879
Email: [email protected]

การระเบิดจากการขยายตัวของของเหลวที่เดือดBLEVE (เป็นคำย่อของ Boiling Liquid Expanding V***r Explosion) เป็นคำที่เรียกใช้อ...
24/05/2026

การระเบิดจากการขยายตัวของของเหลวที่เดือด

BLEVE (เป็นคำย่อของ Boiling Liquid Expanding V***r Explosion) เป็นคำที่เรียกใช้อุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้กับถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โดยมีความร้อนจากภายนอกใกล้กับถังเก็บมาเกี่ยวข้อง

เมื่อมีความร้อนเช่นเพลิงไหม้ใกล้กับถังเก็บ หรือความร้อนจากการแผ่รังสีของเหตุเพลิงไหม้อาคารใกล้เคียง ก๊าซปิโตรเลียมที่อยู่ในถังเก็บที่อยู่ในสถานะของเหลวจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นและเดือดกลายเป็นไออย่างรวดเร็ว ความดันภายในถังเก็บจะเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้วาล์วระบายความดันทำงานปล่อยให้ก๊าซปิโตรเลียมในสถานะไอระบายออก

แต่ถ้าเพลิงไหม้หรือความร้อนที่ผิดปกติยังดำเนินต่อไปจะทำให้ความดันส่วนเกินยังสูงขึ้นต่อเนื่อง และความร้อนที่ผิวถังเก็บจะทำให้อุณหภูมิของเหล็กสูงขึ้น และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นความแข็งแรงของเหล็กจะลดลงอย่างรวดเร็ว

ความดันก๊าซภายในถังสูงขึ้น แต่ความแข็งแรงของถังเหล็กกลับลดลงสวนทางกัน ในที่สุดจะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงปล่อยพลังความร้อนออกไปเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ทุกทิศทาง พร้อมกับความดันกระแทก ทำให้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง, ท่อ, อาคาร, โรงงาน เสียหาย และแรงระเบิดจะส่งให้ถังเหล็กที่แตกเป็นเสี่ยงปลิวไปอย่างไม่มีทิศทางสร้างความเสียหายต่อเนื่องอย่างที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

ดังนั้นการเตรียมพร้อมมาตรการหนึ่งก็คือ ระบบฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว เพื่อลดอุณหภูมิผิวถังเก็บทันทีโดยการฉีดน้ำปริมาณมากให้กับพื้นผิวทั้งหมดของถังเก็บและจ่าย LPG ในระหว่างอพยพคนที่อยู่ใกล้เคียงและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าทำการดับเพลิง

ถ้าท่านมีการใช้งานถังเก็บและจ่ายก๊าซ LPG ดังกล่าว ก็ขอให้พึงระวังถึงความสามารถในการทำลายล้างในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้ขึ้น อย่าคิดเพียงแค่ว่ามีระบบท่อก็พอแล้ว แต่ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือทำงานไม่ได้เลย

ส่วนท่านใดที่มองเห็นถังเก็บและจ่าย LPG อยู่ใกล้กับท่าน และสงสัยว่าจะไม่ได้มีการเตรียมระบบฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่าย LPG ก็ควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่ของภาครัฐที่กำกับดูแลให้ช่วยตรวจสอบให้แน่ใจ เพราะเวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้น ท่านอาจจะตกอยู่ในพื้นที่เสี่ยงด้วย

ท่านสามารถชม Youtube "Boiling Liquid Expanding Vapour Explosions (BLEVE): Response and Prevention" จะเห็นถึงความน่ากลัวของ BLEVE ตามลิงค์ https://www.youtube.com/watch?v=gtybqJ-jWvw และจะเข้าใจว่าทำไมกฏหมายจึงระบุให้ต้องมีระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว และวิศวกรคือคนที่ทำให้ระบบดังกล่าวสอดคล้องกับขั้นต่ำของกฏหมาย และปลอดภัยกับสังคม

รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปีตามกฎหมาย
สนใจติตด่อ วีรวุฒิ มือถือ 0815778879
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด

This is not an official version, nor has it been produced with the ...

ระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับสถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม(สถานที่ใช้ซึ่งใช้ก๊าซปิโตรเลีย...
07/05/2026

ระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับสถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม
(สถานที่ใช้ซึ่งใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่มีปริมาณเกิน 1,000 ลิตรขึ้นไป)

บทความฉบับนี้เป็นความเห็นของผู้เขีบน และเป็นแนวทางที่ผู้เขียนใช้ออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน วสท. และประกาศกระทรวง รวมถึง NFPA 15, ผู้อ่านที่นำข้อมูลไปใช้ ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา, กรณีที่มีข้อโต้แย้ง, ข้อมูลผิดพลาดหรือตกหล่น, ขอให้ยึดถือตามความเห็นของเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานเป็นสำคัญ

กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลว ประเภทสถานที่ใช้ พ.ศ. 2562 ที่ออกตาม พรบ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550
ข้อ 2 อธิบาย ความหมาย เช่น สถานที่ใช้, สถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม, ถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว, กำแพงกันไฟ, เป็นต้น
หมวดที่ 4 สถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม ส่วนที่ 2 จะเป็นการใช้ LPG จากถังเก็บและจ่าย LPG
ข้อ 20 การตั้งถังเก็บและจ่าย LPG ระบบท่อ LPG และอุปกรณ์ในสถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม ต้องปฎิบัติ ดังต่อไปนี้
(2) จัดให้มีระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวแบบเหนือพื้นดินเพื่อลดอุณหภูมิของผิวถัง ทั้งนี้ ลักษณะ การติดตั้ง รวมทั้งการทดสอบและตรวจสอบระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวแบบเหนือพื้นดินเพื่อลดอุณหภูมิของผิวถัง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
(ซึ่งก็คือที่มาของ ประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง ระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวแบบเหนือพื้นดิน ในสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทสถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม พ.ศ.2567 ที่จะกล่าวถึงในภายหลัง)

ในส่วนที่่ 3 การป้องกันและระงับอัคคีภัย
ข้อ 26 สถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม ซึ่งใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวจากถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว ต้องมีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ดังต่อไปนี้
(1) ติดตั้งท่อน้ำประปาสำหรับดับเพลิง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 50 mm. หรือเท่ากับท่อน้ำประปาสำหรับดับเพลิงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีข้อต่อรับน้ำดับเพลิงขนาดเดียวกับที่ใช้กับข้อต่อของรถดับเพลิง และต้องมี
(ก) หัวจ่ายน้ำดับเพลิงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 62.5 mm. จำนวนไม่น้อยกว่าสองจุด
(ข) เครื่องสูบน้ำดับเพลิงโดยเฉพาะจากท่อดังกล่าว
(ค) สายจ่ายที่มีความยาวไม่น้อยกว่า 40 m.

ในกรณีที่ไม่มีน้ำประปาหรือไม่ใช้น้ำประปา ต้องต่อท่อสำหรับสูบน้ำจากแหล่งน้ำหรือที่เก็บน้ำที่มีน้ำอยู่ตลอดเวลา และแหล่งน้ำหรือที่เก็บน้ำน้ันต้องมีปริมาตรไม่น้อยกว่า 600 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ของพื้นที่ผิวด้านนอกของถังเก็บและจ่าย LPG เศษของ 1 ตารางเมตร ให้คิดเป็น 1 ตารางเมตร

ข้อ (2) (3) และ (4) เป็นเรื่องข้อกำหนดเกี่ยวกับเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งหรือน้ำยาดับเพลิง ผู้อ่านสามารถอ่านเพิ่มเติมในกฎกระทรวง
ข้อ 27 สถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม ต้องติดตั้งเครื่องส่งเสียงดังเมื่อ LPG รั่ว สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในกฎกระทรวง

ต่อไปจะเป็นเนื้อหาโดยคร่าวใน ประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง ระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่าย LPG ฯ พ.ศ.2567
ข้อ 1 มีผลตั้งแต่ประกาศใช้ 18 ธันวาคม พ.ศ.2567 กรณีสถานที่ได้รับใบอนุญาติก่อนหน้าและต้องแก้ไข ให้ทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี คือ 18 ธันวาคม พ.ศ.2568
ข้อ 2 เป็นการชี้แจง ชื่อมาตรฐาน ASTM, ISO, UL
ข้อ 3 ถังที่มีฉนวนป้องกัน และฉนวนทนไฟได้ไม่น้อยกว่า 90 นาที ตามมาตรฐานที่ระบุ จะไม่เข้าข่ายต้องถูกบังคับตาม กม.นี้
ข้อ 4 ต้องมีแหล่งน้ำหรือที่เก็บน้ำสำหรับระบบดับเพลิงดังกล่าว
ข้อ 5 ระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวแบบเหนือพื้นดิน จะต้องมีรายการคำนวณให้ถูกต้องตาม มาตรฐาน วสท. และมีวิศวกรที่มีใบอนุญาติรับรองรายการคำนวณ
ข้อ 6 ระบบต้องมีอุปกรณ์เป็นไปตามมาตรฐาน วสท.
ข้อ 7 ระบบต้องประกอบด้วย หัวกระจายน้ำลดอุณหภูมิ (หัวสปริงเกอร์) ท่อฉีดน้ำลดอุณหภูมิ (ระบบท่อ) เครื่องสูบน้ำดับเพลิง (ไฟร์ปั๊ม) ที่มีลักษณะและการติดตั้ง ดังนี้
(1) ระบบท่อฉีดน้ำลดอุณหภูมิ ต้องมีอัตราฉีดน้ำ ความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 10.2 ลิตรต่อนาที ต่อตารางเมตร (คิดเป็น 0.25 gpm/sq.ft) ของพื้นที่ผิวด้านนอกถัง LPG, เศษของ 1 ตารางเมตร ให้คิดเป็น 1 ตารางเมตร
(2) หัวสปริงเกอร์ ต้องมีระยะห่างทั้งในแนวระดับ และในแนวดิ่ง โดยสามารถฉีดน้ำครอบคลุมพื้นผิวทั้งหมด ของถัง LPG (เน้นนะครับว่าครอบคลุมพื้นผิวทั้งหมด การฉีดจากด้านบนอย่างเดียว ไม่ทำให้ผิวที่อยู่ด้านล่างเปียกเพียงพอที่จะลดอุณหภูมิได้ และตาม NFPA 15, ข้อ 7.4.2.4 กำหนดไว้ชัดเจน)
(3) หัวสปริงเกอร์ ต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ออริฟิซ ไม่น้อยกว่า 6 mm. และมีความดันที่หัวสปริงเกอร์ไม่น้อยกว่า 20 psi (จุดไกลสุดขณะที่ฉีดน้ำพร้อมกัน)
(4) ท่อน้ำดับเพลิง ต้องเป็นท่อเหล็ก และถ้าเป็นท่อแห้ง จะต้องเป็นท่อเหล็กที่มีการป้องกันการกัดกร่อน (ประกาศไม่ได้ระบุ ดังนั้นวิศวกรที่ออกแบบต้องระบุให้เหมาะสม)
(5) เครื่องสูบน้ำดับเพลิง ต้องสามารถทำงานต่อเนื่องได้ตามที่ออกแบบตามข้อ (1) และ (3) จากแหล่งน้ำ โดยฉีดได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 นาที (โดยหวังว่าจะมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาช่วยในเวลาที่กำหนด)
ข้อ 8 หลังจากติดตั้ง จะต้องมีการทดสอบ และตรวจสอบการทำงานก่อนการใช้งาน ตามมาตรฐาน วสท. และทดสอบว่ายังใช้งานได้เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พร้อมกับเก็บรายงานไว้เป็นเวลา 1 ปี กรณีกรมขอตรวจสอบ
ข้อ 9 การผ่อนผัน ซึ่งปัจจุบัน ข้อนี้ไม่มีผลแล้ว

ในการออกแบบระบบหัวกระจายน้ำลดอุณหภูมิดังกล่าว, นอกจากมาตรฐาน วสท.ผู้เขียน จะศึกษา NFPA 58 - Liquified Petroleum Gas Code ประกอบ
6.2.1 LP-Gas container ต้องตั้งอยู่นอกอาคาร (เนื่องจาก LPG จะหนักกว่าอากาศ และสามารถสะสมอยู่ในอาคาร กรณีเกิดการรั่วไหล จนเป็นเหตุให้เกิดระเบิดรุนแรงได้)
6.29.6.1 If water spray fixed system and monitor are used, they shall comply with NFPA 15

เมื่อตามไปดูใน NFPA 15 Water Spray Fixed system for Fire Protection ซึ่งเป็นต้นแบบของ มาตรฐาน วสท.3002-51 ภาคที่ 6 หมวดที่ 5 ระบบฉีดน้ำฝอยดับเพลิง ดังนั้นถ้าอ่าน NFPA 15 ประกอบ จะสามารถเข้าใจ มาตรฐาน วสท.ได้ดียิ่งขึ้น

ข้อคิดเห็นของผู้เขียนสำหรับการออกแบบระบบท่อฉีดน้ำให้สอดคล้องกับประกาศ และสอดคล้องกับมาตรฐาน เช่น วสท.3002-51, NFPA 15
1.ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ในการออกแบบ ว่าตามประกาศ ที่กำหนดความหนาแน่นน้ำดับเพลิงไม่น้อยกว่า 10.2 L/min/sq.m. เป็นการป้องกันพื้นที่โดยรอบ (Exposure Protection) ตาม มาตรฐาน วสท. ข้อ 6.5.5.4 หมายถึงในกรณีที่มีเพลิงไหม้เกิดขึ้นใกล้กับถังเก็บและจ่ายก๊าซ LPG จะมีการฉีดน้ำฝอยดับเพลิง เพื่อลดอุณหภูมิผิวที่ได้รับความร้อนจากการแผ่รังสี ดังนั้นกรณีเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในบริเวณถังเก็บและจ่าย LPG เอง ก็จะต้องมีมาตรการรับมือ เช่น การปิดวาล์วเชื้อเพลิง และใช้น้ำจากสายฉีดดับเพลิง จาก ตู้ FHC หรือ หัวจ่ายน้ำดับเพลิงที่เตรียมไว้ วิศวกรที่ออกแบบจะต้องคำนึงถึงจุดนี้และจัดเตรียมเพิ่มเติมด้วย
2.หัวสปริงเกอร์หรือ nozzle ที่ใช้ ต้องเป็นแบบหัวเปิด ที่ได้รับการรับรองสำหรับใช้กับ Water Spray Fixed system
3.จากข้อ 3. ต้องเลือก ค่า K-factor และมุมของการกระจายน้ำที่หัวสปริงเกอร์ ให้สอดคล้องกับขนาดของถังเก็บ
4.วิศวกรที่ออกแบบจะต้องวางหัวสปริงเกอร์ให้ฉีดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ตามวัตถุประสงค์ ดังนั้น ท่อสปริงเกอร์เพียงแนวเดียวต่อถัง ไม่สามารถฉีดน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ผิวทั้งหมดได้ ดู มาตรฐาน วสท. ข้อ 6.5.4.2.4
5.ออกแบบให้มีความดันใช้งาน (Residual pressure) ที่จุดไกลสุด ไม่น้อยกว่า 20 psi ตามที่กฎหมายกำหนด, และเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ จึงต้องมีจุดติดตั้งเกจวัดความดันที่จุดไกลสุด ไว้อ่านค่าตอนทดสอบฉีดน้ำจริง
6.ตาม NFPA 15 วิศวกรที่ออกแบบระบบฉีดน้ำฝอยดับเพลิงควรคำนึงถึง velocity pressure ที่จุดต่อหัวสปริงเกอร์ ถ้ามีค่าสูงเกิน 5% ของความดันที่จุดนั้น อาจมีผลให้ ความดันตั้งฉาก (normal pressure) ที่มีผลกับปริมาณน้ำดับเพลิงของหัวฉีดที่จุดนั้นเหลือน้อยกว่าที่ต้องการ
7.ระบบท่อฉีดน้ำดังกล่าว ควรสามารถทำงานโดยอัตโนมัติ และสามารถสั่งการทำงานด้วยมือ, ถ้าต้องการ
8.ควรมีหัวรับน้ำดับเพลิง (FDC) อย่างน้อย 1 หัว ตาม มาตรฐาน วสท.ข้อ 6.5.4.1.3 และอย่าลืมเตรียมที่จอดรถดับเพลิงและเส้นทางที่เข้าถึง FDC ที่เตรียมไว้ด้วย
8.ต้องมีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงหรือไฟร์ปั๊มและแหล่งเก็บน้ำที่สามารถจ่ายน้ำได้ตามค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงที่ออกแบบได้อย่างเพียงพอ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที, โดยสามารถต่อระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่าย LPG เข้ากับระบบน้ำดับเพลิงของโรงงานที่มีขนาดไฟร์ปั๊มใหญ่เพียงพอ และมีแนวท่อที่เหมาะสมก็ได้
9.ควรมี schematic diagram เพื่อให้เข้าใจระบบท่อฉีดน้ำโดยรวมได้ง่าย และไม่สับสน
10.ต้องมีวาล์วระบายน้ำในท่อของหัวระบบจ่ายน้ำลดอุณหภูมิ เพื่อระบายน้ำหลังจากทดสอบออก เพื่อลดสนิมที่จะทำให้ท่อผุกร่อนเร็วกว่าปกติ
11.ในต่างประเทศจะมีการเชิญเจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่นให้เข้าไปในพื้นที่ เพื่อให้คุ้นเคยกับตำแหน่งวาล์วต่างๆ สำหรับกรณีฉุกเฉิน

กรณีที่เราเพิ่มระบบฉีดน้ำฝอยดับเพลิงเพื่อลดอุณหภูมิของถังเก็บและจ่ายก๊าซ LPG เข้ากับระบบดับเพลิงของเดิม ควรจะต้องตรวจสอบว่า ถ้ามีการฉีดหัวกระจายน้ำของอาคารตามที่ออกแบบไว้เดิม และเพิ่มความต้องการปริมาณน้ำที่ฉีดป้องกันให้กับถังเก็บและจ่าย LPG แล้วจะยังสามารถใช้ระบบดับเพลิงของเดิมได้เพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอก็ต้องมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงและแหล่งเก็บน้ำสำหรับระบบดังกล่าวแยกต่างหาก

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องพึงระวังคือถ้าจำเป็นต้องเพิ่ม เครื่องสูบน้ำดับเพลิง สำหรับถังเก็บและจ่าย LPG ต่างหาก, เครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ใช้ก็ควรจะมีคุณสมบัติตามที่มาตรฐาน วสท. กำหนด และต้องผ่านการรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ (Listed for fire protection) และ ต้องมีการทดสอบเป็นประจำ และในความเห็นของผู้เขียนเมื่อไปเกี่ยวข้องกับ การป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงาน ก็จะต้องทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี ตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย

รับจัดทำรายการคำนวณกรณีเพิ่มระบบฉีดน้ำฝอยโดยต่อเข้ากับระบบดับเพลิงด้วยน้ำของโรงงาน และรับรองรายการคำนวณโดยวิศวกร
สนใจติดต่อ
นายวีรวุฒิ ลีลาเวชบุตร
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด
มือถือ 0815778879
Email: [email protected]

ที่อยู่

89/209 Vatcharaphon Road, Klongtanon, Saimai
Bangkok
10220

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงานผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์