ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน

ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน ทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิง และทดสอบการไหล

การระเบิดจากการขยายตัวของของเหลวที่เดือดBLEVE (เป็นคำย่อของ Boiling Liquid Expanding V***r Explosion) เป็นคำที่เรียกใช้อ...
24/05/2026

การระเบิดจากการขยายตัวของของเหลวที่เดือด

BLEVE (เป็นคำย่อของ Boiling Liquid Expanding V***r Explosion) เป็นคำที่เรียกใช้อุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้กับถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โดยมีความร้อนจากภายนอกใกล้กับถังเก็บมาเกี่ยวข้อง

เมื่อมีความร้อนเช่นเพลิงไหม้ใกล้กับถังเก็บ หรือความร้อนจากการแผ่รังสีของเหตุเพลิงไหม้อาคารใกล้เคียง ก๊าซปิโตรเลียมที่อยู่ในถังเก็บที่อยู่ในสถานะของเหลวจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นและเดือดกลายเป็นไออย่างรวดเร็ว ความดันภายในถังเก็บจะเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้วาล์วระบายความดันทำงานปล่อยให้ก๊าซปิโตรเลียมในสถานะไอระบายออก

แต่ถ้าเพลิงไหม้หรือความร้อนที่ผิดปกติยังดำเนินต่อไปจะทำให้ความดันส่วนเกินยังสูงขึ้นต่อเนื่อง และความร้อนที่ผิวถังเก็บจะทำให้อุณหภูมิของเหล็กสูงขึ้น และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นความแข็งแรงของเหล็กจะลดลงอย่างรวดเร็ว

ความดันก๊าซภายในถังสูงขึ้น แต่ความแข็งแรงของถังเหล็กกลับลดลงสวนทางกัน ในที่สุดจะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงปล่อยพลังความร้อนออกไปเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ทุกทิศทาง พร้อมกับความดันกระแทก ทำให้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง, ท่อ, อาคาร, โรงงาน เสียหาย และแรงระเบิดจะส่งให้ถังเหล็กที่แตกเป็นเสี่ยงปลิวไปอย่างไม่มีทิศทางสร้างความเสียหายต่อเนื่องอย่างที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

ดังนั้นการเตรียมพร้อมมาตรการหนึ่งก็คือ ระบบฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว เพื่อลดอุณหภูมิผิวถังเก็บทันทีโดยการฉีดน้ำปริมาณมากให้กับพื้นผิวทั้งหมดของถังเก็บและจ่าย LPG ในระหว่างอพยพคนที่อยู่ใกล้เคียงและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าทำการดับเพลิง

ถ้าท่านมีการใช้งานถังเก็บและจ่ายก๊าซ LPG ดังกล่าว ก็ขอให้พึงระวังถึงความสามารถในการทำลายล้างในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้ขึ้น อย่าคิดเพียงแค่ว่ามีระบบท่อก็พอแล้ว แต่ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือทำงานไม่ได้เลย

ส่วนท่านใดที่มองเห็นถังเก็บและจ่าย LPG อยู่ใกล้กับท่าน และสงสัยว่าจะไม่ได้มีการเตรียมระบบฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่าย LPG ก็ควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่ของภาครัฐที่กำกับดูแลให้ช่วยตรวจสอบให้แน่ใจ เพราะเวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้น ท่านอาจจะตกอยู่ในพื้นที่เสี่ยงด้วย

ท่านสามารถชม Youtube "Boiling Liquid Expanding Vapour Explosions (BLEVE): Response and Prevention" จะเห็นถึงความน่ากลัวของ BLEVE ตามลิงค์ https://www.youtube.com/watch?v=gtybqJ-jWvw และจะเข้าใจว่าทำไมกฏหมายจึงระบุให้ต้องมีระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว และวิศวกรคือคนที่ทำให้ระบบดังกล่าวสอดคล้องกับขั้นต่ำของกฏหมาย และปลอดภัยกับสังคม

รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปีตามกฎหมาย
สนใจติตด่อ วีรวุฒิ มือถือ 0815778879
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด

This is not an official version, nor has it been produced with the ...

ระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับสถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม(สถานที่ใช้ซึ่งใช้ก๊าซปิโตรเลีย...
07/05/2026

ระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับสถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม
(สถานที่ใช้ซึ่งใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่มีปริมาณเกิน 1,000 ลิตรขึ้นไป)

บทความฉบับนี้เป็นความเห็นของผู้เขีบน และเป็นแนวทางที่ผู้เขียนใช้ออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน วสท. และประกาศกระทรวง รวมถึง NFPA 15, ผู้อ่านที่นำข้อมูลไปใช้ ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา, กรณีที่มีข้อโต้แย้ง, ข้อมูลผิดพลาดหรือตกหล่น, ขอให้ยึดถือตามความเห็นของเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานเป็นสำคัญ

กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลว ประเภทสถานที่ใช้ พ.ศ. 2562 ที่ออกตาม พรบ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550
ข้อ 2 อธิบาย ความหมาย เช่น สถานที่ใช้, สถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม, ถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว, กำแพงกันไฟ, เป็นต้น
หมวดที่ 4 สถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม ส่วนที่ 2 จะเป็นการใช้ LPG จากถังเก็บและจ่าย LPG
ข้อ 20 การตั้งถังเก็บและจ่าย LPG ระบบท่อ LPG และอุปกรณ์ในสถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม ต้องปฎิบัติ ดังต่อไปนี้
(2) จัดให้มีระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวแบบเหนือพื้นดินเพื่อลดอุณหภูมิของผิวถัง ทั้งนี้ ลักษณะ การติดตั้ง รวมทั้งการทดสอบและตรวจสอบระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวแบบเหนือพื้นดินเพื่อลดอุณหภูมิของผิวถัง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
(ซึ่งก็คือที่มาของ ประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง ระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวแบบเหนือพื้นดิน ในสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทสถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม พ.ศ.2567 ที่จะกล่าวถึงในภายหลัง)

ในส่วนที่่ 3 การป้องกันและระงับอัคคีภัย
ข้อ 26 สถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม ซึ่งใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวจากถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว ต้องมีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ดังต่อไปนี้
(1) ติดตั้งท่อน้ำประปาสำหรับดับเพลิง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 50 mm. หรือเท่ากับท่อน้ำประปาสำหรับดับเพลิงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีข้อต่อรับน้ำดับเพลิงขนาดเดียวกับที่ใช้กับข้อต่อของรถดับเพลิง และต้องมี
(ก) หัวจ่ายน้ำดับเพลิงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 62.5 mm. จำนวนไม่น้อยกว่าสองจุด
(ข) เครื่องสูบน้ำดับเพลิงโดยเฉพาะจากท่อดังกล่าว
(ค) สายจ่ายที่มีความยาวไม่น้อยกว่า 40 m.

ในกรณีที่ไม่มีน้ำประปาหรือไม่ใช้น้ำประปา ต้องต่อท่อสำหรับสูบน้ำจากแหล่งน้ำหรือที่เก็บน้ำที่มีน้ำอยู่ตลอดเวลา และแหล่งน้ำหรือที่เก็บน้ำน้ันต้องมีปริมาตรไม่น้อยกว่า 600 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ของพื้นที่ผิวด้านนอกของถังเก็บและจ่าย LPG เศษของ 1 ตารางเมตร ให้คิดเป็น 1 ตารางเมตร

ข้อ (2) (3) และ (4) เป็นเรื่องข้อกำหนดเกี่ยวกับเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งหรือน้ำยาดับเพลิง ผู้อ่านสามารถอ่านเพิ่มเติมในกฎกระทรวง
ข้อ 27 สถานที่ใช้ ลักษณะที่สาม ต้องติดตั้งเครื่องส่งเสียงดังเมื่อ LPG รั่ว สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในกฎกระทรวง

ต่อไปจะเป็นเนื้อหาโดยคร่าวใน ประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง ระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่าย LPG ฯ พ.ศ.2567
ข้อ 1 มีผลตั้งแต่ประกาศใช้ 18 ธันวาคม พ.ศ.2567 กรณีสถานที่ได้รับใบอนุญาติก่อนหน้าและต้องแก้ไข ให้ทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี คือ 18 ธันวาคม พ.ศ.2568
ข้อ 2 เป็นการชี้แจง ชื่อมาตรฐาน ASTM, ISO, UL
ข้อ 3 ถังที่มีฉนวนป้องกัน และฉนวนทนไฟได้ไม่น้อยกว่า 90 นาที ตามมาตรฐานที่ระบุ จะไม่เข้าข่ายต้องถูกบังคับตาม กม.นี้
ข้อ 4 ต้องมีแหล่งน้ำหรือที่เก็บน้ำสำหรับระบบดับเพลิงดังกล่าว
ข้อ 5 ระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวแบบเหนือพื้นดิน จะต้องมีรายการคำนวณให้ถูกต้องตาม มาตรฐาน วสท. และมีวิศวกรที่มีใบอนุญาติรับรองรายการคำนวณ
ข้อ 6 ระบบต้องมีอุปกรณ์เป็นไปตามมาตรฐาน วสท.
ข้อ 7 ระบบต้องประกอบด้วย หัวกระจายน้ำลดอุณหภูมิ (หัวสปริงเกอร์) ท่อฉีดน้ำลดอุณหภูมิ (ระบบท่อ) เครื่องสูบน้ำดับเพลิง (ไฟร์ปั๊ม) ที่มีลักษณะและการติดตั้ง ดังนี้
(1) ระบบท่อฉีดน้ำลดอุณหภูมิ ต้องมีอัตราฉีดน้ำ ความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 10.2 ลิตรต่อนาที ต่อตารางเมตร (คิดเป็น 0.25 gpm/sq.ft) ของพื้นที่ผิวด้านนอกถัง LPG, เศษของ 1 ตารางเมตร ให้คิดเป็น 1 ตารางเมตร
(2) หัวสปริงเกอร์ ต้องมีระยะห่างทั้งในแนวระดับ และในแนวดิ่ง โดยสามารถฉีดน้ำครอบคลุมพื้นผิวทั้งหมด ของถัง LPG (เน้นนะครับว่าครอบคลุมพื้นผิวทั้งหมด การฉีดจากด้านบนอย่างเดียว ไม่ทำให้ผิวที่อยู่ด้านล่างเปียกเพียงพอที่จะลดอุณหภูมิได้ และตาม NFPA 15, ข้อ 7.4.2.4 กำหนดไว้ชัดเจน)
(3) หัวสปริงเกอร์ ต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ออริฟิซ ไม่น้อยกว่า 6 mm. และมีความดันที่หัวสปริงเกอร์ไม่น้อยกว่า 20 psi (จุดไกลสุดขณะที่ฉีดน้ำพร้อมกัน)
(4) ท่อน้ำดับเพลิง ต้องเป็นท่อเหล็ก และถ้าเป็นท่อแห้ง จะต้องเป็นท่อเหล็กที่มีการป้องกันการกัดกร่อน (ประกาศไม่ได้ระบุ ดังนั้นวิศวกรที่ออกแบบต้องระบุให้เหมาะสม)
(5) เครื่องสูบน้ำดับเพลิง ต้องสามารถทำงานต่อเนื่องได้ตามที่ออกแบบตามข้อ (1) และ (3) จากแหล่งน้ำ โดยฉีดได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 นาที (โดยหวังว่าจะมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาช่วยในเวลาที่กำหนด)
ข้อ 8 หลังจากติดตั้ง จะต้องมีการทดสอบ และตรวจสอบการทำงานก่อนการใช้งาน ตามมาตรฐาน วสท. และทดสอบว่ายังใช้งานได้เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พร้อมกับเก็บรายงานไว้เป็นเวลา 1 ปี กรณีกรมขอตรวจสอบ
ข้อ 9 การผ่อนผัน ซึ่งปัจจุบัน ข้อนี้ไม่มีผลแล้ว

ในการออกแบบระบบหัวกระจายน้ำลดอุณหภูมิดังกล่าว, นอกจากมาตรฐาน วสท.ผู้เขียน จะศึกษา NFPA 58 - Liquified Petroleum Gas Code ประกอบ
6.2.1 LP-Gas container ต้องตั้งอยู่นอกอาคาร (เนื่องจาก LPG จะหนักกว่าอากาศ และสามารถสะสมอยู่ในอาคาร กรณีเกิดการรั่วไหล จนเป็นเหตุให้เกิดระเบิดรุนแรงได้)
6.29.6.1 If water spray fixed system and monitor are used, they shall comply with NFPA 15

เมื่อตามไปดูใน NFPA 15 Water Spray Fixed system for Fire Protection ซึ่งเป็นต้นแบบของ มาตรฐาน วสท.3002-51 ภาคที่ 6 หมวดที่ 5 ระบบฉีดน้ำฝอยดับเพลิง ดังนั้นถ้าอ่าน NFPA 15 ประกอบ จะสามารถเข้าใจ มาตรฐาน วสท.ได้ดียิ่งขึ้น

ข้อคิดเห็นของผู้เขียนสำหรับการออกแบบระบบท่อฉีดน้ำให้สอดคล้องกับประกาศ และสอดคล้องกับมาตรฐาน เช่น วสท.3002-51, NFPA 15
1.ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ในการออกแบบ ว่าตามประกาศ ที่กำหนดความหนาแน่นน้ำดับเพลิงไม่น้อยกว่า 10.2 L/min/sq.m. เป็นการป้องกันพื้นที่โดยรอบ (Exposure Protection) ตาม มาตรฐาน วสท. ข้อ 6.5.5.4 หมายถึงในกรณีที่มีเพลิงไหม้เกิดขึ้นใกล้กับถังเก็บและจ่ายก๊าซ LPG จะมีการฉีดน้ำฝอยดับเพลิง เพื่อลดอุณหภูมิผิวที่ได้รับความร้อนจากการแผ่รังสี ดังนั้นกรณีเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในบริเวณถังเก็บและจ่าย LPG เอง ก็จะต้องมีมาตรการรับมือ เช่น การปิดวาล์วเชื้อเพลิง และใช้น้ำจากสายฉีดดับเพลิง จาก ตู้ FHC หรือ หัวจ่ายน้ำดับเพลิงที่เตรียมไว้ วิศวกรที่ออกแบบจะต้องคำนึงถึงจุดนี้และจัดเตรียมเพิ่มเติมด้วย
2.หัวสปริงเกอร์หรือ nozzle ที่ใช้ ต้องเป็นแบบหัวเปิด ที่ได้รับการรับรองสำหรับใช้กับ Water Spray Fixed system
3.จากข้อ 3. ต้องเลือก ค่า K-factor และมุมของการกระจายน้ำที่หัวสปริงเกอร์ ให้สอดคล้องกับขนาดของถังเก็บ
4.วิศวกรที่ออกแบบจะต้องวางหัวสปริงเกอร์ให้ฉีดให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ตามวัตถุประสงค์ ดังนั้น ท่อสปริงเกอร์เพียงแนวเดียวต่อถัง ไม่สามารถฉีดน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ผิวทั้งหมดได้ ดู มาตรฐาน วสท. ข้อ 6.5.4.2.4
5.ออกแบบให้มีความดันใช้งาน (Residual pressure) ที่จุดไกลสุด ไม่น้อยกว่า 20 psi ตามที่กฎหมายกำหนด, และเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ จึงต้องมีจุดติดตั้งเกจวัดความดันที่จุดไกลสุด ไว้อ่านค่าตอนทดสอบฉีดน้ำจริง
6.ตาม NFPA 15 วิศวกรที่ออกแบบระบบฉีดน้ำฝอยดับเพลิงควรคำนึงถึง velocity pressure ที่จุดต่อหัวสปริงเกอร์ ถ้ามีค่าสูงเกิน 5% ของความดันที่จุดนั้น อาจมีผลให้ ความดันตั้งฉาก (normal pressure) ที่มีผลกับปริมาณน้ำดับเพลิงของหัวฉีดที่จุดนั้นเหลือน้อยกว่าที่ต้องการ
7.ระบบท่อฉีดน้ำดังกล่าว ควรสามารถทำงานโดยอัตโนมัติ และสามารถสั่งการทำงานด้วยมือ, ถ้าต้องการ
8.ควรมีหัวรับน้ำดับเพลิง (FDC) อย่างน้อย 1 หัว ตาม มาตรฐาน วสท.ข้อ 6.5.4.1.3 และอย่าลืมเตรียมที่จอดรถดับเพลิงและเส้นทางที่เข้าถึง FDC ที่เตรียมไว้ด้วย
8.ต้องมีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงหรือไฟร์ปั๊มและแหล่งเก็บน้ำที่สามารถจ่ายน้ำได้ตามค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงที่ออกแบบได้อย่างเพียงพอ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที, โดยสามารถต่อระบบท่อฉีดน้ำเหนือผิวถังเก็บและจ่าย LPG เข้ากับระบบน้ำดับเพลิงของโรงงานที่มีขนาดไฟร์ปั๊มใหญ่เพียงพอ และมีแนวท่อที่เหมาะสมก็ได้
9.ควรมี schematic diagram เพื่อให้เข้าใจระบบท่อฉีดน้ำโดยรวมได้ง่าย และไม่สับสน
10.ต้องมีวาล์วระบายน้ำในท่อของหัวระบบจ่ายน้ำลดอุณหภูมิ เพื่อระบายน้ำหลังจากทดสอบออก เพื่อลดสนิมที่จะทำให้ท่อผุกร่อนเร็วกว่าปกติ
11.ในต่างประเทศจะมีการเชิญเจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่นให้เข้าไปในพื้นที่ เพื่อให้คุ้นเคยกับตำแหน่งวาล์วต่างๆ สำหรับกรณีฉุกเฉิน

กรณีที่เราเพิ่มระบบฉีดน้ำฝอยดับเพลิงเพื่อลดอุณหภูมิของถังเก็บและจ่ายก๊าซ LPG เข้ากับระบบดับเพลิงของเดิม ควรจะต้องตรวจสอบว่า ถ้ามีการฉีดหัวกระจายน้ำของอาคารตามที่ออกแบบไว้เดิม และเพิ่มความต้องการปริมาณน้ำที่ฉีดป้องกันให้กับถังเก็บและจ่าย LPG แล้วจะยังสามารถใช้ระบบดับเพลิงของเดิมได้เพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอก็ต้องมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงและแหล่งเก็บน้ำสำหรับระบบดังกล่าวแยกต่างหาก

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องพึงระวังคือถ้าจำเป็นต้องเพิ่ม เครื่องสูบน้ำดับเพลิง สำหรับถังเก็บและจ่าย LPG ต่างหาก, เครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ใช้ก็ควรจะมีคุณสมบัติตามที่มาตรฐาน วสท. กำหนด และต้องผ่านการรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ (Listed for fire protection) และ ต้องมีการทดสอบเป็นประจำ และในความเห็นของผู้เขียนเมื่อไปเกี่ยวข้องกับ การป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงงาน ก็จะต้องทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี ตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย

รับจัดทำรายการคำนวณกรณีเพิ่มระบบฉีดน้ำฝอยโดยต่อเข้ากับระบบดับเพลิงด้วยน้ำของโรงงาน และรับรองรายการคำนวณโดยวิศวกร
สนใจติดต่อ
นายวีรวุฒิ ลีลาเวชบุตร
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด
มือถือ 0815778879
Email: [email protected]

เครื่องสูบน้ำดับเพลิงสำหรับอาคารสูง (Fire Pumps for High-Rise Building)อาคารสูงกับเมืองใหญ่เป็นของคู่กัน เพราะที่ดินมีรา...
03/01/2026

เครื่องสูบน้ำดับเพลิงสำหรับอาคารสูง (Fire Pumps for High-Rise Building)

อาคารสูงกับเมืองใหญ่เป็นของคู่กัน เพราะที่ดินมีราคาสูง การทำให้เกิดความคุ้มค่าให้สูงที่สุดคือ เพิ่มพื้นที่การใช้งานในแนวดิ่ง ดังนั้นอาคารจึงมีความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ, ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ออกตามความใน พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ให้คำนิยามดังนี้ "อาคารสูง" หมายความว่า อาคารที่บุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้โดยมีความสูงตั้งแต่ 23.00 เมตรขึ้นไป การวัดความสูงของอาคารให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงดาดฟ้า สำหรับอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยาให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงยอดผนังของชั้นสูงสุด, ตามคำนิยามที่ระบุดังกล่าว จะสอดคล้องกับ มาตรฐาน NFPA เช่น NFPA 101, NFPA 20 ตรงกับคำว่า High-rise building

นอกจากนั้นในมาตรฐาน NFPA จะมีคำที่ใช้เรียกอีกคำหนึ่งคือ "Very Tall Building" จะหมายถึง อาคารสูงที่มีค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงเกินกว่าที่รถดับเพลิงของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะส่งน้ำดับเพลิงขึ้นไปจ่ายให้ได้ตามที่ต้องการ

ในกรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นๆทั่วโลก การระงับอัคคีภัยอาคารสูงที่สูงเกิน 150 เมตร จะไม่สามารถเข้าถึงได้จากภายนอก, รถบันไดของ กทม จะสูงเพียง 30-50 เมตร (หรือประมาณ 10-15 ชั้น), และในปัจจุบัน กทม. มีรถกระเช้าพิเศษที่ขึ้นสูงได้ 23-90 เมตร เพียง 5 สถานีดับเพลิง, ดังนั้น อาคารสูงเองจะต้องถูกออกแบบให้เป็น เจ้าหน้าที่ดับเพลิงขั้นต้น

การเรียกลักษณะอาคารโดยทั่วๆไปที่ใช้ความสูงเป็นเกณฑ์
อาคารสูง (High-Rise) จะมีความสูง 23-150 เมตร, จำนวนประมาณ 7-40 ชั้น
ตึกระฟ้า (Skyscraper) จะมีความสูง 150 เมตรขึ้นไป, จำนวน 40 ชั้นขึ้นไป
Supertall จะมีความสูง 300 เมตรขึ้นไป, จำนวน 75 ชั้นขึ้นไป (ยกตัวอย่าง ตึกคิงเพาเวอร์ มหานคร, อาคาร Magnolias Waterfront, เป็นต้น)
Megatall จะมีความสูง 600 เมตรขึ้นไป, จำนวน 120 ชั้นขึ้นไป (ยกตัวอย่าง Burj Khalifa, เป็นต้น)

ลักษณะ (Characteristic) ของอาคารสูงที่ทำให้ NFPA 20 ต้องระบุรายละเอียดเพิ่มเติมใน Chapter 5 - Fire Pumps for High-Rise Building คือ

1.อาคารสูงต้องการระบบดับเพลิงด้วยน้ำที่มักจะซับซ้อนกว่าปกติ
a.การต่อเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบอนุกรม (Serie) มักจะพบในอาคารสูง (การนำเครื่องสูบน้ำดับเพลิงรับน้ำจากเครื่องสูบน้ำดับเพลิงตัวก่อนหน้าเพื่อเพิ่มความดัน สามารถทำได้ตาม NFPA 20 แต่ต้องมีเงื่อนไขควบคุมเพิ่มเติม, แต่ในมาตรฐาน วสท.3002-51 ข้อ 5.6.7.4.2 เครื่องสูบน้้ำดับเพลิงของแต่ละเขตต้องไม่ต่อนุกรมกัน ดังนั้น ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน, วสท.คงจะมีการปรับปรุงมาตรฐานเพื่อรับมือกับอาคารที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ)
b.อาคารสูงมักประกอบด้วยหลายเขต (Zone) ของท่อยืน, ถังเก็บน้ำดับเพลิง, และระบบวาล์วเติมน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ

2.ผู้ใช้อาคารจะฝากชีวิตไว้กับเครื่องสูบน้ำดับเพลิงของอาคารเมื่อเกิดเพลิงไหม้บนอาคารสูงขึ้น ซึ่งแผนอพยพในอาคารสูงอาจต้องร่วมกับพื้นที่หลบอัคคีภัย (Area of Refuge หรือ Refuge floor) ที่วางระบบไว้ (ดูข้อมูลพื้นที่หลบอัคคีภัยเพิ่มเติมใน วสท.3002-51, ข้อ 3.7.10)

3.อาคารสูงเป็นอาคารที่มีมูลค่าสูง

4.ในขณะเกิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องสามารถเข้าถึงเครื่องสูบน้ำดับเพลิงของอาคารได้โดยสะดวกและมั่นใจว่าปลอดภัย

5.พื้นที่ครอบครองอาจมีนัยสำคัญในบางอาคาร (ผู้เขียนพบเสมอว่า หลายอาคารมีการใช้พื้นที่ไม่ตรงกับที่ออกแบบ เช่น ใช้เป็นคลังสินค้าที่มีการวางกระดาษกล่องสำหรับบรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นวัสดุติดไฟได้ดีไว้บนชั้นวางเหล็ก หรือ Rack storage ซึ่งประเภทพื้นที่ครอบครองต่างจากสำนักงาน ทำให้ระบบดับเพลิงที่ออกแบบไว้ ไม่สามารถควบคุมได้)

6.อาคารที่สูงกว่า 91 เมตร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงโดยส่วนใหญ่ต้องพึ่งเครื่องสูบน้ำดับพลิงของอาคารนั้นในการดับเพลิง

7.อาคารที่สูงกว่า 152.4 เมตร การอพยพผู้ใช้อาคารจะทำได้ยาก ดังนั้นจึงมักจะวางแผนปกป้องชีวิตผู้ใช้อาคารแบบ "Protect in place"

เนื้อหาใน NPFA 20 - 2025, Chapter 5 จะมีดังนี้
ข้อ 5.1 General สำหรับเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่ใช้กับอาคารสูงให้ดูรายละเอียดในบทนี้เพิ่มเติม (การติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดอื่นๆ ตาม NFPA 20 และที่เกี่ยวข้องด้วย, แต่ข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับใช้กับอาคารสูงจะถูกเพิ่มเติมตามบทนี้)

ข้อ 5.2 Equipment Access ตำแหน่งของห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิง และช่องทางเข้า ต้องมีการวางแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงล่วงหน้า (Preplanning) สำหรับกรณีเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงมีการป้องกันด้วยผนังทนไฟตามที่มาตรฐานและกฎหมายกำหนด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่จะต้องเข้าไปควบคุม

ข้อ 5.3 ถังเก็บน้ำดับเพลิง (Water Supply Tanks) จะต้องสร้างให้สอดคล้องกับมาตรฐาน เช่น NFPA 22, ถ้าใช้น้ำดับเพลิงร่วมกับระบบน้ำดี (domestic supply) ในอาคาร ท่อของน้ำดีจะต้องสูงกว่า ระดับน้ำดับเพลิงสำรองที่ต้องการ

ข้อ 5.4 Fire pump test arrangement กรณีรับน้ำจากถังเก็บน้ำดับเพลิง จะต้องมีการจัดเตรียมมิเตอร์วัดอัตราการไหล หรือ หัวทดสอบ ที่ไหลเวียนน้ำสำหรับทดสอบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงกลับไปที่ถังเก็บน้ำดับเพลิง เพื่อให้ทดสอบได้โดยสะดวกและปลอดภัย

ข้อ 5.5 Alternate Power ถ้าเลือกใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงมอเตอร์ไฟฟ้า จะต้องมีระบบไฟฟ้าทางเลือก เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ตาม 9.6 On-site Standby Generator Systems หรือ เครื่องสูบน้ำดับเพลิงสำรองที่รับไฟจากแหล่งไฟทางเลือก ตาม 9.3 Alternate Power
(ข้อนี้ผู้เขียนค่อนข้างเป็นห่วงสำหรับผู้ใช้อาคารสูง เนื่องจากไม่มั่นใจว่าอาคารสูงส่วนใหญ่ได้ลงทุนระบบดับเพลิงสำรองให้สอดคล้องกับ NFPA หรือไม่ และตามที่ได้กล่าวด้านบน, เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะต้องพี่งพาเครื่องสูบน้ำดับเพลิงของอาคารเป็นหลัก ถ้าเครื่องสูบน้ำดับเพลิงของแต่ละโซนที่มีเพียงตัวเดียวหรือระบบจ่ายไฟเดียวเกิดมีปัญหา จะมีความเสี่ยงสูงมาก)

ข้อ 5.6 Very Tall Building เป็นหน้าที่ของผู้ใช้อาคารที่ต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในพื้นที่ของตัวเองเพื่อตรวจสอบว่าอาคารของตัวเองเกินความสามารถของรถดับเพลิงที่อยู่ใกล้เคียงหรือไม่ ถ้าเกินก็เข้าข่ายเป็น Very Tall Building ที่จะต้องมีข้อกำหนดเพิ่มเติมตาม NFPA 20 เช่น
- ปริมาณน้ำดับเพลิงสำรองต้องเพียงพอกับค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง (fire protection water demand)
- ถังเก็บน้ำดับเพลิง ต้องมีวาล์วเติมน้ำอัตโนมัติที่สามารถเติมน้ำดับเพลิงเข้าถังไม่น้อยกว่าค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง! ดังนั้นก็ต้องพิจารณากันแล้วว่าจะนำน้ำมาเติมอย่างไรให้เพียงพอ
- ถังเก็บน้ำดับเพลิงของแต่ละเขต หรือ Zone จะต้องมีหรือแบ่งกั้นเป็นอย่างน้อย 2 ถัง และในกรณีที่มีถังที่ใช้งานไม่ได้ จะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งถังที่มีปริมาณน้ำดับเพลิงสำรองไม่ต่ำกว่า 50% ของค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง, ในแต่ละถังจะมีวาล์วเติมน้ำอัตโนมัติแยกอิสระจากกัน
- ดังน้ันเมื่อมีถังเก็บน้ำที่ใช้งานไม่ได้ ระบบดับเพลิงจะยังมีน้ำดับเพลิงเพียงพอตามความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงสูงสุด จากน้ำที่สำรองไว้ในถัง รวมกับ ระบบเติมน้ำดับเพลิงอัตโนมัติที่เติมน้ำได้ไม่น้อยกว่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง (ยกตัวอย่างเช่น เครื่องสูบน้ำดับเพลิงขนาด 1,000 gpm วาล์วเติมน้ำอัตโนมัติจะต้องสามารถเติมน้ำดับเพลิงเข้าถังเก็บน้ำดับเพลิงได้ไม่น้อยกว่า 1,000 gpm)
- ต้องมีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงอัตโนมัติสำรอง สำหรับเขต หรือ Zone ที่รถดับเพลิงส่งน้ำดับเพลิงขึ้นไปจ่ายไม่พอ, หรือวิธีการอื่นๆที่ระบบดับเพลิงยังฉีดน้ำดับเพลิงได้ตามปกติ ในกรณีที่เครื่องสูบน้ำดับเพลิงหลักใช้งานไม่ได้ตามที่ AHJ ยอมรับ

ผู้เขียนพยายามเขียนให้สั้นและกระชับตามที่ผู้เขียนเข้าใจโดยไม่ลงเนื้อหาที่ละเอียดจนเกินไปเพื่อจุดประสงค์ในการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในอาคารสูงที่จะต้องมีความน่าเชื่อถือ (Reliable) สูงมากๆ, หากมีสิ่งใดที่คิดว่าไม่ถูกต้อง ผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ใน NFPA 20 Standard for the Installation of Stationary Pumps for Fire Protection และมาตรฐานอื่นๆที่เกี่ยวข้องและ NFPA 20 อ้างถึง, และที่สำคัญที่สุดในการทำให้ถูกต้องสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐาน ให้ปรึกษากับบริษัทประกันภัยของท่านหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจใดๆ

หมายเหตุ ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ bangkokbiznews.com, ภาพดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เขียน

รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปีตามกฎหมาย พร้อมรับรองรายงานโดยวิศวกร
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายวีรวุฒิ มือถือ 0815778879
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด
Line ID: 0815778879
Email: [email protected]
www.WL-Engineering.co.th

กล่องเข้าสายไฟมอเตอร์ (Terminal box หรือ Junction box) ของมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire pump)ในปัจจุบันอ...
24/12/2025

กล่องเข้าสายไฟมอเตอร์ (Terminal box หรือ Junction box) ของมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire pump)

ในปัจจุบันอาคารสูงเป็นจำนวนมากหันมาเลือกใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะต้องการลดปัญหาเรื่องเสียงดัง และการปล่อยควันไอเสียออกนอกอาคาร แต่ก็ต้องมีแหล่งจ่ายไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ และ
ตามมาตรฐาน วสท. 3002-51 มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย และ NFPA 20 Standard for the Installation of Stationary Pumps for Fire Protection กำหนดให้ fire pump (4.7.1), electric motor (9.5.1.1), Electric fire pump controller/ Automatic transfer switch (10.1.2.1), ต้องได้รับการรับรองให้ใช้สำหรับการดับเพลิง (Listed for fire protection service)

เป็นที่น่ากังวลว่าการติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงมอเตอร์ไฟฟ้าในหลายแห่ง มีปัญหาเรื่องการเข้าสายไฟจากตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำดับเพลิงไฟฟ้าเข้ากับ terminal box ของมอเตอร์ไฟฟ้าไม่ได้ ผู้รับเหมางานติดตั้งจึงต้องขอดัดแปลง terminal box ใหม่ เพือให้งานเสร็จสมบูรณ์ แต่การแก้ไขดังกล่าวอาจทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดการรับรองโดย UL หรือ FM (Delisting) สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า

ตาม NFPA 20 ข้อ 10.3.3 Enclosures ต้องมีคุณสมบัติขั้นต่ำ NEMA type 2, dripproof enclosure หรือ IP31 และถ้าติดตั้งภายนอกอาคาร (Outdoor) จะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่ติดตั้ง, ซึ่งการที่จะสร้างให้ได้ตาม Type 2 ต้องดูเรื่อง ตำแหน่งเข้าสายซึ่งไม่ควรเข้าด้านบนของ terminal box และใช้ข้อต่อ (Hub) ที่ได้ Listed เพื่อให้เป็น dripproof, วัสดุที่ใช้จะต้องเป็นแผ่นเหล็กหนาหรือเหล็กหล่อ และทาสีแดงเมื่อใช้กับระบบดับเพลิง นอกจากนั้นก็ต้องมีการต่อ สายดิน (ground) ตามมาตรฐาน ดังนั้นถ้าเป็น Motor ที่ Listed for fire protection ไม่ควรใช้กล่องเข้าสายไฟที่ทำขึ้นเอง

เหตุผลอื่นเพิ่มเติมในมุมมองของ Engineering ที่่ไม่ควรมองข้าม คือ
1.การติดตั้งกล่องเข้าสายไฟบนพื้น ที่แยกกับตัวถังมอเตอร์จะต้องมีจุดเชื่อมต่อที่ต้องทำให้เป็น Dripproof แต่มอเตอร์จะมีเรื่องการสั่นสะเทือนรวมถึงแรงบิดขณะมอเตอร์เริ่มหมุน ทำให้เมื่อใช้ไปนานๆ อาจจะทำให้รอยต่อมีช่องว่างไม่ dripproof ตามที่ต้องการ และการติดตั้งลักษณะดังกล่าวจะยากต่อการตั้งศูนย์แกนเพลา (Alignment) และนำมอเตอร์ไปซ่อมในอนาคต
2. การระบายความร้อนของจุดต่อและสายไฟภายใน terminal box ที่ทำขึ้นใหม่เองอาจไม่เพียงพอเหมือนกับของที่ผู้ผลิตออกแบบมา
อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติ จนเกิดสภาพไม่พร้อมใช้งานของระบบดับเพลิงได้โดยไม่คาดคิด เพราะระบบดับเพลิงประกอบด้วยอุปกรณ์มากมายที่อาจเกิดความผิดปกติขึ้นได้ การทำให้สอดคล้องกับมาตรฐานคือการลดจุดอ่อนและความผิดพลาดต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบดับเพลิงพร้อมใช้งานเมื่อมีความต้องการ

รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงมอเตอร์ไฟฟ้าประจำปีตามกฎหมาย ตามมาตรฐาน NFPA 25 พร้อมเซ็นต์รับรองโดยวิศวกร
สนใจติดต่อ นายวีรวุฒิ มือถือ 0815778879
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด
Line ID: 0815778879
Email: [email protected]

รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปีตามกฎหมาย ทั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซล และเครื่องสูบน้ำดับเพลิงมอเตอร์ไฟฟ้า...
19/12/2025

รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปีตามกฎหมาย ทั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซล และเครื่องสูบน้ำดับเพลิงมอเตอร์ไฟฟ้า อ้างอิงมาตรฐาน NFPA 25
พร้อมเซ็นต์รับรองโดยวิศวกร (Annual Performance test for Fire pump)

ผลการทดสอบจะทำให้แน่ใจว่าเครื่องสูบน้ำดับเพลิงของท่านพร้อมรับมืออัคคีภัยได้หรือไม่

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ นายวีรวุฒิ มือถือ 081 577 8879
สามัญวิศวกรเครื่องกล
Line ID: 0815778879
Email: [email protected]

ปัญหาเสียงดังจากเครื่องยนต์ดีเซลขับเครื่องสูบน้ำดับเพลิงเสียงดังจากเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้ขับเครื่องสูบน้ำดับเพลิงมีต้นเห...
08/12/2025

ปัญหาเสียงดังจากเครื่องยนต์ดีเซลขับเครื่องสูบน้ำดับเพลิง

เสียงดังจากเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้ขับเครื่องสูบน้ำดับเพลิงมีต้นเหตุมาจากเสียงที่เกิดจากการเผาไหม้สันดาป และการทำงานของกลไกเช่นการเปิดปิดของวาล์วไอดีไอเสีย, การเคลื่อนที่ของลูกสูบ, การทำงานของปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง, การหมุนของเทอร์โบชาร์จเจอร์ เป็นต้น นอกจากน้ันอาจมาจากการอากาศที่ไหลผ่านหม้อกรองอากาศสำหรับไอดี

เสียงดังที่เกิดจากการเผาไหม้ที่จะปล่อยออกไปทางท่อไอเสีย (Raw Exhaust Engine Noise) ที่จำเป็นจะต้องนำออกไปปล่อยด้านนอก จะสามารถลดทอนหรือทำให้เบาลงได้โดยการติดตั้งหม้อพักไอเสีย หรือท่อเก็บเสียงไอเสีย (Exhaust muffler หรือ Exhaust silencer) ที่มีให้เลือกหลายแบบ (Grade) ยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
(1) แบบใช้กับงานอุตสาหกรรม (Industrial type) สามารถลดเสียงได้ 12 - 18 dBA
(2) แบบใช้กับที่พักอาศัย (Residential type) สามารถลดเสียงได้ 18 -25 dBA
(3) แบบพิเศษ (Critical type) สามารถลดเสียงได้ 25 - 35 dBA
(4) แบบพิเศษมาก (Super Critical type) สามารถลดเสียงได้ 35 - 45 dBA
ซึ่งสามารถเลือกใช้ตามที่ผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานทดสอบและระบุให้เลือกใช้
แน่นอนว่าถ้าต้องการให้ยิ่งเงียบหม้อพักไอเสียก็จะยิ่งมีราคาสูงและมีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดเราก็ต้องเลือกให้หม้อพักไอเสียทำให้ระดับเสียงลดลงแล้วอยู่ในระดับเสียงที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและค่าเสียงรบกวนไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนด

ส่วนเสียงดังที่เกิดจากการทำงานของกลไก (Mechanical Engine Noise) ถ้าต้องการลดเสียงลงอาจต้องทำตู้ครอบเครื่องยนต์และบุด้วยวัสดุดูดซับเสียง (Acoustic Enclosure) แต่ก็จะทำให้ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องยนต์ดีเซลทำได้ยากมากขึ้น รวมถึงมีปัญหาเรื่องการระบายความร้อนตามมา ดังนั้นคงไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ ถ้าไม่ได้ถูกออกแบบอย่างเหมาะสมแต่แรก, แต่โดยปกติเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซลจะติดตั้งอยู่ในห้องเครื่องที่มีผนังปิดล้อมซึ่งถ้าทำจากวัสดุที่สามารถทนไฟได้ตามที่กฎหมายกำหนด ก็มักจะเป็นผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก ก็จะช่วยทำให้เสียงดังผ่านออกไปลดลง อย่างไรก็ตามสำหรับ ผู้ที่ควบคุมหรือทดสอบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงก็จำเป็นต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันเสียง (Ear muffle หรือ Ear plug) ที่ได้คุณภาพและช่วยลดเสียงให้เหลือต่ำกว่า 85 dBA และปฎิบัติงานได้ในระยะเวลาที่จำกัดตามระดับเสียงที่สูงกว่าปกติ เพื่อป้องกันการสูญเสียการได้ยิน

ผู้เขียนได้พบปัญหาเรื่องเสียงดังจากการใช้งานเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซลจากลูกค้าหลายราย จึงพยายามหาวิธีการปรับปรุงแก้ไข และพบว่าข้อมูลใน Noise data ของผู้ผลิตที่มีมาตรฐานให้มา มักจะมีค่าระดับเสียงที่เกิดขึ้นจากอย่างน้อย 2 แหล่งเมื่อใช้งานเครื่องยนต์ดีเซล หนึ่งคือ Raw Exhaust Engine Noise และสองคือ Mechanical Engine Noise, ผู้ผลิตต้องใช้เทคนิคการวัดเสียงที่ซับซ้อน ให้ได้ค่าทั้งสองแยกจากกัน ถ้าดูค่า Overall จะดูเหมือนว่าค่าจากทั้งสองแหล่งจะมีค่าใกล้เคียงกัน แต่ในความเป็นจริงค่าเสียงของ Raw Exhaust Engine Noise จะวัดที่ระยะห่าง 7 เมตร แต่ Mechanical Engine Noise จะวัดที่ระยะห่างเพียง 1 เมตร และตามหลักการความดังของเสียงจะลดลงเมื่อระยะห่างจะแหล่งกำเนิดเสียงเพิ่มขึ้นหรือพูดอีกอย่างคือ เสียงที่ได้ยินจะดังขึ้นเมื่อเข้าใกล้แหล่งกำเนิดเสียง

ยกตัวอย่าง เครื่องยนต์ CLARKE รุ่น JU6H-UF84 พิกัดความเร็วรอบ 2,800 RPM มีเสียงดัง Overall จาก Mechanical Engine Noise = 108.2 dB(A) และ Raw Exhaust Engine Noise = 108.7 dB(A) ที่ระยะห่าง 7 เมตร เมื่อเราคำนวณจะได้ว่า เสียงดังของ Raw Exhaust Engine Noise ที่ระยะ 1 เมตร จะดังขึ้นกลายเป็น 122.7 dB(A) ดังนั้นในการเลือกหม้อพักไอเสีย ก็ควรจะเลือกแบบที่สามารถลดเสียงจากไอเสียที่จะปล่อยออกไปให้เหลือต่ำกว่าที่กฎหมายระบุ อย่างไรก็ตามเมื่อเสียงดังของไอเสียลดต่ำแล้วเสียงดังของกลไกก็ยังมักจะดังเกิน 90 dBA อยู่ ดังนั้นการทำงานในห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซลที่มีการเดินเครื่อง ก็ต้องกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานสวมอุปกรณ์ป้องกันเสียงดัง

เสียงที่ดังเกินไปในห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงนอกจากจะทำให้เป็นอันตรายต่อระบบการได้ยินของผู้ปฏิบัติงานแล้ว ยังส่งผลถึงความปลอดภัยเนื่องจากเสียงดังจะทำให้การสื่อสารในกรณีฉุกเฉินทำได้ยากคุยกันไม่รู้เรื่อง สั่งการอะไรก็ลำบาก เพราะยิ่งระดับเสียงสูงมากขึ้นเท่าไร ระยะที่สามารถสื่อสารกันระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง จะลดลงมากเท่านั้น

ทางบริษัท ดับบลิวแอลวิศวกรรมและพลังงาน จำกัด สามารถให้บริการวัดเสียงดังจากการทำงานของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซล และส่งมอบรายงานที่ระบุระดับเสียงดังแบบแยกช่วงความถี่ เพื่อเป็นข้อมูลในการส่งมอบงาน หรือการปรับปรุงการลดเสียงดังจากหม้อพักไอเสีย รวมถึงทบทวนความเหมาะสมของอุปกรณ์ป้องกันเสียงดังที่ผู้ปฏิบัติงานควรเลือกใช้ ด้วยเครื่องวัดเสียง (Sound Level Meter) ของ Pulsar Nova 46 (class 2) ที่สามารถวัดแยกช่วงความถี่ (1/1 Octave) ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สามารถระบุช่วงความถี่ที่มีระดับสูงเพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป

หมายเหตุในการวัดเสียงดังกล่าวไม่ใช่การวัดเสียงรบกวนตามที่กฎหมายระบุ แต่ถ้าระดับเสียงจากเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซลอยู่ในระดับที่เหมาะสม ก็จะไม่ทำให้เกิดเป็นเสียงรบกวนเมื่อตรวจวัดตามกฎหมาย

สนใจติดต่อ นายวีรวุฒิ
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด
มือถือ 0815778879
Line ID: 0815778879
อีเมล์ [email protected]

ประเภทของพื้นที่ครอบครอง (Hazard occupancy)อ้างอิงจาก วสท.3002-51, ข้อ 5.2.1.1 วัตถุประสงค์ การแบ่งประเภทของพื้นที่ครอบค...
06/11/2025

ประเภทของพื้นที่ครอบครอง (Hazard occupancy)

อ้างอิงจาก วสท.3002-51, ข้อ 5.2.1.1 วัตถุประสงค์ การแบ่งประเภทของพื้นที่ครอบครอง หมายถึง การกำหนดประเภทของพื้นที่ๆ มีลักษณะการใช้งานคล้ายคลึงกันและมีความเสี่ยงในการติดไฟและลามไฟใกล้เคียงกัน เพื่อความมุ่งหมายในการจัดระบบป้องกันอัคคีภัยตามมาตรฐานที่กำหนด

การแบ่งพื้นที่ครอบครองเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบ ถ้าเลือกประเภทของพื้นที่ครอบครองที่อันตรายน้อยกว่าไปใช้กับพื้นที่ครอบครองที่มีอันตรายมากกว่า จะทำให้ระบบดับเพลิงที่ออกแบบมีขนาดไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้ไม่สามารถดับไฟ หรือไม่สามารถควบคุมเพลิงไหม้ไม่ให้ลุกลามรุนแรง ซึ่งมีผลกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

การแบ่งประเภทพื้นที่ครอบครอง จะมีผลต่อการวางตำแหน่งหัวกระจายน้ำดับเพลิง (หัวสปริงเกอร์) ดังในรูปที่สเก็ตเปรียบเทียบให้เห็นแบบง่ายๆ เช่น อาคารยาว 40 เมตร กว้าง 25 เมตร คิดเป็นพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร
ถ้าวางหัวกระจายน้ำดับเพลิงด้วยประเภทพื้นที่ครอบครองอันตรายน้อย (Light hazard occupancy), พื้นที่ครอบครองอันตรายปานกลาง กลุ่มที่ 1 (Ordinary hazard occupancy group 1) และพื้นที่ครอบครองอันตรายมาก กลุ่มที่ 1 (Extra hazard occupancy group 1) จะมีจำนวนหัวกระจายน้ำดับเพลิงประมาณ 54, 90 และ 126 หัวตามลำดับ
มีผลทำให้ต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงสำหรับหัวกระจายน้ำดับเพลิงอย่างน้อย 150, 225 และ 750 gpm ตามลำดับ และนำไปรวมกับน้ำจากสายฉีดน้ำดับเพลิงสนับสนุน (Hose stream) ตามที่มาตรฐานระบุสำหรับแต่ละประเภทพื้นที่ครอบครอง

โดยผู้ออกแบบก็จะไปเลือกขนาดท่อ และคำนวณหาความดันที่เครื่องสูบน้ำดับเพลิงต้องส่งจ่ายน้ำสูงสุด เพื่อให้หัวกระจายน้ำดับเพลิงฉีดน้ำดับเพลิงในปริมาณที่ต้องการตามมาตรฐาน

สรุปคือ พื้นที่เท่ากัน ออกแบบด้วยประเภทพื้นที่ครอบครองต่างกัน จะติดตั้งหัวกระจายน้ำดับเพลิงไม่เท่ากัน และค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงก็ต่างกันมาก และแน่นอนว่าขนาดเครื่องสูบน้ำดับเพลิงก็จะต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้เขียนมักพบว่า ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงที่ติดตั้งอยู่ทั้งในโรงงาน และอาคารสูงเป็นจำนวนมากถูกออกแบบด้วยพื้นที่ครอบครองอันตรายน้อย ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยง และยังทำให้ผู้ใช้พื้นที่เข้าใจว่ามีความปลอดภัย ผู้ที่สนใจสามารถดูในมาตรฐาน วสท.3002-51 หรือ NFPA 13 Standard for the Installation of Sprinkler System เพิ่มเติม

ยกตัวอย่างประเภทพื้นที่ครอบครองสำหรับแต่ละพื้นที่ โดยที่ผู้เขียนอ้างอิงจาก วสท. และ NFPA 13
ห้องพักในโรงแรม - LH
สำนักงานที่เป็นอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่ - OH1
ห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า - OH1
ห้องครัวในร้านอาหาร - OH1
ห้องซักแห้ง - OH1
ที่จอดรถยนต์ - OH2 (ตาม NFPA13-2025)
ห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงดีเซล - EH2
โรงงานพลาสติก - EH2
โรงสีข้าว - OH2
เป็นต้น

การออกแบบให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น จะมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและทำได้ง่ายกว่าการไปปรับปรุงแก้ไขในภายหลัง
การหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น โดยการออกแบบให้มีขนาดเล็กกว่าที่ควรเพียงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย สุดท้ายก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขอีก

รับทดสอบสมรรถนะเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี, ทดสอบฉีดน้ำปลายสาย และคำนวณหาค่าความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิง
สนใจติดต่อ นายวีรวุฒิ มือถือ 081-577-8879
บริษัท ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงาน จำกัด

ไฟไหม้คอนโด 38 ชั้น ช่วงบ่ายของวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2568ภาพข่าวที่เห็นถึงความโกลาหลในการอพยพและช่วยเหลือผู้อาศัยที่เป็นผู...
11/10/2025

ไฟไหม้คอนโด 38 ชั้น ช่วงบ่ายของวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2568

ภาพข่าวที่เห็นถึงความโกลาหลในการอพยพและช่วยเหลือผู้อาศัยที่เป็นผู้สูงอายุจำนวนมากอย่างน่าสงสาร เหตุการณ์ตามเนื้อข่าวความว่า เกิดไฟไหม้จากห้องหนึ่งบนชั้น 16 แต่ระบบสปริงเกอร์น้ำดับเพลิงไม่ทำงาน ทำให้เพลิงลุกลาม และควันไฟกระจายออกนอกห้องผ่านประตูของห้องพักกระจายไปทั้งชั้นและสามารถกระจายขึ้นตามช่องเปิดขึ้นไปถึงชั้นบนตามที่เห็นในภาพข่าว ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการอพยพของผู้อาศัย และการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ที่ต้องขอชื่นชมในความเสียสละและกล้าหาญในการเข้าไปช่วยผู้ประสบภัย

ระบบดับเพลิงด้วยน้ำแบบอัตโนมัติหรือที่เราเรียกว่าสปริงเกอร์โดยปกติจะมีน้ำดับเพลิงที่มีความดันอัดไว้อยู่เต็มท่อ เมื่อมีความร้อนไปทำให้หัวสปริงเกอร์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงร้อนจนถึงค่าที่กำหนดไว้ของหัวสปริงเกอร์ กระเปาะแก้วจะแตก ทำให้มีน้ำดับเพลิงฉีดกระจายในจุดใกล้เปลวไฟ, เมื่อน้ำดับเพลิงฉีดออกมา ความดันน้ำดับเพลิงในท่อดับเพลิงก็จะลดลงอย่างรวดเร็วจนทำให้ตู้ควบคุมของไฟร์ปั๊มตรวจพบและสั่งให้ไฟร์ปั๊มหรือเครื่องสูบน้ำดับเพลิงทำงานแล้วดันน้ำดับเพลิงเข้าไปในระบบทันที ทำให้บริเวณที่เกิดไฟไหม้มีน้ำดับเพลิงฉีดออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยปกติจะสามารถดับกองไฟที่ยังไม่ใหญ่มากได้ หรือควบคุมไม่ให้ไฟไหม้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว จนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาช่วยดับไฟ ในระหว่างนั้นสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ก็จะเตือนให้ผู้ใช้อาคารรู้ว่ามีเหตุไฟไหม้และเร่งอพยพจากอาคารทางช่องทางที่ปลอดภัย ซึ่งก็มักจะเป็นช่องบันไดหนีไฟ (ลิฟต์จะใช้งานไม่ได้ ในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้)

ในการดับไฟจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ถ้าเป็นตึกสูงไม่มากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถใช้รถดับเพลิงอัดน้ำเข้าทางหัวรับน้ำดับเพลิง (FDC) ของอาคารที่เตรียมไว้ส่งน้ำไปให้ชั้นที่เกิดไฟไหม้ได้ แต่ถ้าตึกสูงเกินกว่าความสามารถที่รถดับเพลิงจะส่งน้ำขึ้นไปได้ เจ้าหน้าที่ก็ต้องพึ่งหัวจ่ายน้ำดับเพลิงจากตู้ FHC หรือหัวจ่ายน้ำดับเพลิงที่รับน้ำจากท่อยืน (standpipe) ที่รับน้ำจากไฟร์ปั๊มของตึกเองเป็นหลักเพื่อฉีดน้ำดับเพลิงไปที่ต้นเพลิง

ถ้าไฟร์ปั๊มหรือเครื่องสูบน้ำดับเพลิงใช้งานไม่ได้ จะทำให้ไม่มีน้ำในระบบดับเพลิงสำหรับควบคุมเพลิงในระยะเริ่มต้นที่ไฟยังไม่ใหญ่เกินไป โชคดีที่ในกรณีนี้มีพื้นที่ที่รถกระเช้าสามารถจอดและตั้งขาหยั่งแทงบูมขึ้นไปฉีดน้ำได้พอดี ลองคิดดูว่าถ้าไฟไหม้ชั้นที่สูงขึ้นไป หรือไฟลุกลามเข้าไปด้านใน รถกระเช้าจะฉีดน้ำไม่ถึงฐานเพลิงก็จะดับได้ยากมาก หรือเกิดไฟไหม้ในฝั่งที่ไม่มีพื้นที่ให้จอดรถกระเช้าก็หายนะ

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่า ผู้ที่อาศัยในตึกสูงควรต้องมีสิทธิ์รับรู้ถึงความพร้อมของไฟร์ปั๊มที่ตนเองต้องฝากชีวิตหรือครอบครัวไว้ ได้ตลอดเวลาว่าไฟร์ปั๊มใช้งานได้และสวิตย์ควบคุมการทำงานของตู้ควบคุมไฟร์ปั๊มอยู่ที่ตำแหน่ง Auto ตลอดเวลา ถ้ามีการบิดสวิตย์ที่ตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำดับเพลิงไปที่ตำแหน่ง OFF หรือ Manual โดยไม่ใช่แผนการบำรุงรักษาหรือทดสอบ ก็จะต้องมีการแจ้งให้ผู้ใช้อาคารทราบทันที รวมถึงกรณีที่ระบบดับเพลิงมีปัญหาไม่สามารถใช้งานได้ด้วย

ระบบไฟร์ปั๊มของตึกสูงที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้เป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูง และเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเพียงพอเมื่อต้องการ ก็ต้องทดสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น แต่จำนวนเงินดังกล่าวถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่เสียหายเมื่อเกิดเหตุขึ้น และชีวิตที่ต้องสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

อีกสิ่งหนึ่งที่น่ากังวลคือ ผู้อาศัยที่อยู่เหนือชั้น 16 จำนวนมากให้ข้อมูลว่าชั้น 16 มีควันไฟขวางทางหนีทำให้ต้องพยายามวิ่งย้อนขึ้นไปชั้นดาดฟ้าแทนที่จะลงด้านล่าง ซึ่งการเดินขึ้นบันได 22 ชั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนทำได้ตามปกติ และยิ่งเป็นผู้สูงอายุและลำบากในการเดินยิ่งลำบากและอันตราย, ในภาพข่าวจะเห็นควันไฟที่ชั้นบนๆที่ยังไม่เกิดไฟไหม้ แต่ควันไฟสามารถทะลุผ่านขึ้นไปได้ ทำให้มีโอกาสผู้ที่ใช้อาคารด้านบนสามารถได้รับควันไฟซึ่งเป็นพิษจนหมดสติหรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้ง่าย ดังนั้นจะต้องเร่งตรวจสอบและปิดช่องเปิดที่กลายเป็นช่องทางด่วนพาควันไฟมรณะกระจายไปทั่วทุกชั้นที่อยู่เหนือชั้นห้องต้นเพลิง และแก้ไขไปพร้อมกับระบบไฟร์ปั๊ม

สุดท้ายเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นตึกสูงต้องมีการวางแผนกลยุทธ์และปรับปรุงเส้นทางหนีไฟ และพื้นที่หลบอัคคีภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานเพื่อเตรียมรับมือกับอุบัติเหตุที่พร้อมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา เรามีปัญหาที่ปล่อยปะละเลยมานาน ต้องเริ่มแก้ไขตั้งแต่วันนี้

วีรวุฒิ

ที่อยู่

89/209 Vatcharaphon Road, Klongtanon, Saimai
Bangkok
10220

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดับบลิวแอล วิศวกรรมและพลังงานผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์