วิศวกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Energy Engineering

วิศวกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Energy Engineering เพจให้ความรู้ งานออกแบบ ติดตั้ง ทดสอบ บำรุงรักษา อบรม และทำการตลาดแต่ละผลิตภัณฑ์ ติดต่อ 082-859-7891 โดยวิศวกรทุกระดับ
(1)

ชำแหละโซลาร์ล้านหลังคา EP. 2 (จบ) โซลาร์ทุนจีนฟาดเรียบ ไอที-ค้าปลีกอิ่มหนำ คนไทยอิ่มหนี้เผยแพร่: 20 ส.ค. 2569 07:26   ปร...
20/08/2026

ชำแหละโซลาร์ล้านหลังคา EP. 2 (จบ) โซลาร์ทุนจีนฟาดเรียบ ไอที-ค้าปลีกอิ่มหนำ คนไทยอิ่มหนี้
เผยแพร่: 20 ส.ค. 2569 07:26 ปรับปรุง: 20 ส.ค. 2569 07:26 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ซีรี่ย์ : ชำแหละโซลาร์ล้านหลังคา EP. 2 (จบ) โซลาร์ทุนจีนฟาดเรียบ ไอที-ค้าปลีกอิ่มหนำ คนไทยอิ่มหนี้

คำถามสำคัญที่สังคมต้องเค้นหาคำตอบต่อโครงการโซลาร์ฯ ล้านหลังคาเรือน ก็คือ เมื่อประชาชนต้องกลายเป็นผู้แบกหนี้เงินกู้ แบงก์รัฐรับความเสี่ยง และคนไทยทั้งประเทศต้องถูกรีดภาษีไปอุดหนุน แล้วเม็ดเงินก้อนโตระดับ 100,000 ถึง 150,000 ล้านบาทจากโครงการนี้ ใครคือผู้ที่ได้รับประโยชน์ตัวจริง

คำคุยโตที่ว่าโครงการนี้จะกระจายรายได้สู่ชุมชนและสร้างเศรษฐกิจสีเขียวฐานราก เป็นเพียงมายาคติบังตา เพราะเมื่อกางห่วงโซ่อุปทานของตลาดพลังงาน พร้อมส่องมุมมองของบรรดาสำนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ในตลาดหุ้น จะพบว่าโครงสร้างระบบถูกออกแบบไว้เพื่อรวบงบแสนล้านบาทส่งตรงเข้ากระเป๋า 3 ประสาน

ทุนมังกรจีน – ดิสทริบิวเตอร์ไอที – ค้าปลีกยักษ์ใหญ่" ครบวงจร

เม็ดเงินแสนล้าน หุ้นเด้งขานรับ

ทันทีที่ข่าวรัฐบาลเตรียมอัดฉีดเงินกู้แผ่นดิน 50,000 ล้านบาท พ่วงด้วยวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอีก 100,000 ล้านบาท จากธนาคารออมสินและ ธอส. ถูกปล่อยออกมา บรรดาสำนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างออกรายงานประเมินทิศทางตลาดหุ้น ตัวเลขงบประมาณแสนล้านบาทไม่ได้หมุนเวียนในร้านค้าชุมชนแม้แต่บาทเดียว แต่ขานรับเป็น Sentiment เชิงบวกดันราคาหุ้นของกลุ่มทุนผ่านห่วงโซ่อุปทาน 3 ชั้น นั่นคือ

ชั้นแรก ต้นน้ำ — ทุนมังกรจีน ผู้รับประโยชน์ก้อนโตที่สุด

ประเทศไทยไม่มีอุตสาหกรรมผลิตผลึกซิลิคอนหรือโซลาร์เซลล์ในระดับต้นน้ำเอง ปัจจุบันประเทศจีนควบคุมกำลังการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ทั่วโลกเกินกว่าร้อยละ 80 และควบคุมตลาดอินเวอร์เตอร์เกินร้อยละ 70 เมื่อโครงการแสนล้านบาทอุบัติขึ้น เม็ดเงินอุดหนุนส่วนใหญ่จะถูกโอนข้ามประเทศไปซื้ออุปกรณ์จากยักษ์ใหญ่ Tier-1 ของจีนทันที ทั้งค่ายแผงโซลาร์อย่าง LONGi Solar, Jinko Solar, Trina Solar, JA Solar และค่ายอินเวอร์เตอร์อย่าง Huawei, Sungrow, Growatt และ Solis

ชั้นที่สอง กลางน้ำ — ดิสทริบิวเตอร์ไอทีไทย ด่านคุมส่วนต่างกำไร

การนำเข้าอุปกรณ์นับล้านชุดจากจีน ต้องผ่าน "ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่" ในไทย ค่ายไอทียักษ์ใหญ่ต่างขยับตัวจับมือพันธมิตรจีนอย่างครึกโครม โดย SYNEX (ซินเน็ค) ได้เซ็น MOU ดึง LONGi Solar และ Huawei เข้ามาทำตลาดโซลาร์ในไทยอย่างเป็นทางการ

ขณะที่ SIS (เอสไอเอส) ก็รุกหนักด้าน Energy Management เป็นตัวแทนจำหน่ายอินเวอร์เตอร์แบรนด์โลกอย่าง Sigenergy, Growatt และ Huawei ครบวงจร เช่นเดียวกับ COM7 ที่ขยายเครือข่ายค้าปลีกไอทีเตรียมรวบพอร์ตจำหน่ายโซลาร์รูฟท็อปและอุปกรณ์ Smart Home

กลุ่มไอทีกลางน้ำเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นด่านที่รอฟันส่วนต่างกำไรขั้นต้น จากการเป็นผู้ถือสิทธิ์กระจายสินค้าก่อนส่งต่อให้ห้างค้าปลีก

ชั้นที่ 3 ปลายน้ำ — ห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง & บิ๊กผู้รับเหมา

นักวิเคราะห์จาก บล.ทีทีบี เวลธ์, บล.เอเชีย พลัส, บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และ บล.ดาโอ ต่างชี้ตรงกันว่า หุ้นกลุ่มซ่อมแซมบ้านอย่าง โฮมโปร, โกลบอลเฮ้าส์ และ ดูโฮม รวมไปถึงบิ๊กผู้รับเหมาอย่าง GUNKUL (กันกุล) คือผู้จะเข้ามาคว้าเค้กติดตั้งก้อนโตด้วยระบบ One Stop Service ของการไฟฟ้าฯ ที่ตั้งเกณฑ์คุณสมบัติและวงเงินประกันไว้สูงลิ่ว ห้างค้าปลีกและบิ๊กผู้รับเหมาเหล่านี้จึงกลายเป็นตัวเลือกผูกขาดที่ตัดโอกาสร้านค้าอุปกรณ์และช่างไฟฟ้ารายย่อยในท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง

โซลาร์จีนฟาดเรียบ

หากประเมินจากสัดส่วนโครงสร้างต้นทุนของการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ วงเงินประมาณ 100,000 – 150,000 บาทต่อหลัง เม็ดเงินก้อนโตที่สุดจะไหลออกไปสู่ "ห่วงโซ่ต้นน้ำ" คือกลุ่มทุนผลิตแผงและอินเวอร์เตอร์ในจีน เป็นอันดับ 1 ขณะที่ "ห่วงโซ่ปลายน้ำ" บรรดาห้างค้าปลีกและบิ๊กผู้รับเหมาในไทย จะเก็บเกี่ยวส่วนต่างกำไรในประเทศได้มากเป็นอันดับ 2

หากวิเคราะห์สัดส่วนการไหลและกระจายตัวของเม็ดเงินแสนล้านบาทตลอดห่วงโซ่อุปทาน สามารถชำแหละออกเป็นตัวเลขประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ ดังนี้

1. ห่วงโซ่ต้นน้ำที่เป็นโรงงานจีน กินเค้กสัดส่วนใหญ่สุด ~50% – 60% ของเม็ดเงินรวม มูลค่าที่ไหลไป ตกประมาณ 75,000 – 90,000 บาทต่อชุด หรือ 50,000 – 90,000 ล้านบาท จากวงเงินรวมแสนล้าน เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนหลักของระบบโซลาร์คือ "อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์" โดยแผงโซลาร์เซลล์ คิดเป็น 30% – 35% ของต้นทุนระบบรวม เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) คิดเป็น 15% – 20% ของต้นทุนระบบรวม ขณะที่ไทยผลิตอุปกรณ์สองสิ่งนี้ในระดับต้นน้ำไม่ได้ เม็ดเงินก้อนใหญ่ที่สุดก้อนนี้จึง "โอนตรงออกนอกประเทศ" เข้าสู่งบการเงินของยักษ์ใหญ่จีน

2.ห่วงโซ่ปลายน้ำห้างค้าปลีกและผู้รับเหมาใหญ่ จะเก็บเกี่ยวส่วนต่างในไทยมากสุด ~25% – 35% ของเม็ดเงินรวม มูลค่าที่ไหลไป ประมาณ 35,000 – 50,000 บาทต่อชุด หรือ 25,000 – 50,000 ล้านบาท จากวงเงินรวมแสนล้าน กลุ่มห้างค้าปลีกและผู้รับเหมาใหญ่อย่าง GUNKUL คือผู้ควบคุม "ราคาขายปลีกและบริการติดตั้ง" แบบเหมารวม

อันที่จริงแล้ว ปัจจุบัน ราคาอุปกรณ์ต้นน้ำบวกค้าส่งจริงอยู่ที่ราว 90,000 – 100,000 บาท แต่การที่รัฐตั้งราคากลางไว้สูงถึง 150,000 บาท เปิดโอกาสให้กลุ่มปลายน้ำฟัน "ส่วนต่างกำไรค่าแพ็กเกจ ค่าแรงติดตั้ง และค่าดำเนินการ One Stop Service" ถึง 30–40% จากราคาส่ง ทำให้กลุ่มปลายน้ำคือผู้ที่โกย "กำไรสุทธิในประเทศ" ไปได้สูงที่สุดในห่วงโซ่

3. ดิสทริบิวเตอร์ไอทีไทย ที่เป็นห่วงโซ่กลางน้ำ จะมีสัดส่วนส่วนต่างค้าส่ง ~10% – 15% ของเม็ดเงินรวม มูลค่าที่ไหลไป ประมาณ 10,000 – 20,000 บาทต่อชุด หรือ 10,000 – 15,000 ล้านบาท จากวงเงินรวมแสนล้าน โดยดิสทริบิวเตอร์ไอที ทำหน้าที่เป็น "คนกลางและผู้บริหารคลังสินค้า" ได้ส่วนต่างกำไรค้าส่ง อยู่ที่ประมาณ 8% – 15% จากการสั่งซื้อล็อตใหญ่ ทำให้ได้รับส่วนแบ่งสัดส่วนน้อยกว่าต้นน้ำและปลายน้ำ แต่เน้น "การกินปริมาณมหาศาล" จากการกระจายสินค้านับแสนถึงหนึ่งล้านชุด โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องช่างติดตั้งหรือสินเชื่อ

ดังนั้น เงินอุดหนุน 50,000 บาทจากภาษีคนจน ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนติดโซลาร์ถูกลงจริง แต่ถูกส่งไปเป็นกำไรส่วนเกินของทุนมังกรจีน ดิสทริบิวเตอร์ไอที และห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ โดยที่คนไทยทั้งประเทศต้องแบกรับหนี้สาธารณะไปผ่อนชำระคืน!

รีดภาษี-หนี้คนไทย ทุนจีนรับเละ

นี่คือ "ปมอันตรายร้ายแรงที่สุด" ในเชิง นโยบายอุตสาหกรรม และ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี ของประเทศไทยที่รัฐบาลปิดปากเงียบ!

การอ้างว่าโครงการนี้สร้างงานและสร้างอุตสาหกรรมในประเทศเป็นเพียงวาทกรรมอำพราง ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง 3 ประการ

ประการแรก สวมสิทธิ์โรงงานประกอบ

โรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในไทยส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทุนไทยและไม่ได้ผลิตชิ้นส่วนต้นน้ำเอง หากแต่เป็น "ทุนจีนที่เข้ามาตั้งฐานประกอบ" เพื่อใช้ตราสัญลักษณ์ Made in Thailand ในการสวมสิทธิ์หลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป

ประการที่สอง การรั่วไหลทางการคลังมหาศาล

ทุกๆ 100 บาทของวงเงินโครงการ เม็ดเงินกว่า 60 ถึง 70 บาท จะไหลออกนอกประเทศทันทีในรูปค่าอุปกรณ์แผงและอินเวอร์เตอร์ โดยที่เงินกู้ 50,000 ล้านบาท และภาระดอกเบี้ย Soft Loan ยังคงตกเป็น "หนี้สาธารณะที่คนไทยทั้งประเทศต้องจ่ายภาษีผ่อนชำระคืน"

ประการสุดท้าย การสูญเสียอธิปไตยทางเทคโนโลยี

ประเทศไทยถูกยกระดับเป็นได้แค่ "ผู้ซื้อและผู้ใช้ที่ไร้อำนาจ" โดยที่ไม่เคยขยับไปเป็น "ผู้ผลิตเทคโนโลยี" หรือเจ้าของนวัตกรรมเลย แม้จะทุ่มงบประมาณและสร้างหนี้แผ่นดินไปนับแสนล้านบาทก็ตาม!

เจาะลึก 4 กับดัก “ใต้หลังคาบ้าน”

ขณะที่พันธมิตร 3 ประสานโกยผลกำไรกันอย่างเกษมสำราญ ประชาชนที่หลงเชื่อคำโฆษณา “ติดฟรี ประหยัดค่าไฟทันที” กลับต้องเผชิญกับดักอันตราย 4 ประการ ที่ถูกหมกไว้ใต้หลังคาบ้านตัวเอง

กับดักที่ 1: ปั่นราคา 1.5 แสน เงินอุดหนุนไหลเข้ากระเป๋าทุน

การตั้งราคากลางระบบ 5 กิโลวัตต์ ไว้สูงถึง 150,000 บาท ก่อให้เกิดภาวะบิดเบือนราคา จากราคาติดตั้งเกรด Tier-1 ในตลาดเพียง 100,000–110,000 บาท แต่เมื่อรัฐแจกเงิน ผู้รับเหมาและห้างค้าปลีกจึงพร้อมใจกันดันราคาแพ็กเกจแตะเพดาน 150,000 บาท เงินอุดหนุน 50,000 บาทของรัฐจึงถูกดูดซับไปเป็น "ส่วนต่างกำไร" ของกลุ่มทุน โดยประชาชนยังคงต้องยื่นกู้ 100,000 บาทเท่าเดิม ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ถูกลงจริงแม้แต่น้อย

• กับดักที่ 2: พฤติกรรมใช้ไฟ และกลลวง Net Billing

เมื่อคนส่วนใหญ่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านตอนกลางวัน ไฟส่วนเกินจะถูกขายเข้าสายส่งการไฟฟ้าในราคาถูกเพียง 2.20 บาท/หน่วย พอตกดึกกลับบ้าน ต้องซื้อไฟกลับคืนในราคา ~4.00 บาท/หน่วย ขาดทุนส่วนต่างเกือบ 2 บาททุกหน่วย เงินประหยัดค่าไฟอาจไม่พอจ่ายค่างวดสินเชื่อต้องควักเงินออกมาเติมกลายเป็นหนี้ยืดเยื้อเรื้อรัง

กับดักที่ 3: อินเวอร์เตอร์พังก่อนผ่อนหนี้หมด

ความจริงเชิงเทคนิคที่รัฐปิดเงียบคือ Inverter หรือ เครื่องแปลงไฟ มีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียง 5–8 ปี ความเสี่ยงผ่อนหนี้ไม่หมดแต่อินเวอร์เตอร์มีโอกาสพังสูงมาก เจ้าของบ้านต้องหาเงินสด 30,000–50,000 บาท มาซื้อเครื่องใหม่เอง พ่วงด้วยภาระประสิทธิภาพแผงเสื่อมลงทุกปี ค่าล้างแผงตรวจเช็กระบบปีละ 2,000–4,000 บาท และขยะอันตรายในอีก 20 ปีข้างหน้า

• กับดักที่ 4: คอขวดหม้อแปลงเต็ม และขบวนการ “ตั๋วช้างโควตา”

มาตรฐานวิศวกรรมอนุญาตให้มีไฟโซลาร์ไหลย้อนเข้าหม้อแปลงแต่ละลูกได้ไม่เกิน 15–30% ของความจุ หากในหมู่บ้านใดติดโซลาร์พร้อมกันเพียง 10–15 หลัง หม้อแปลงในหมู่บ้านนั้นจะ "เต็มความจุ" เปิดช่องให้เกิด "ขบวนการตั๋วช้างกว้านจองโควตา" โดยผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์ภายใน ทำการกว้านจองโควตาหม้อแปลงล่วงหน้า แล้วนำมาขายพ่วงแพ็กเกจติดแผงราคามหาโหดให้แก่ประชาชน

รื้อโครงสร้าง วางยุทธศาสตร์

หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะนำพาประเทศเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เพียงมาตรการสร้างภาพผันเงินกู้ประเคนให้กลุ่มทุน รัฐบาลต้องผลักดัน 2 ยุทธศาสตร์รื้อโครงสร้าง

ยุทธศาสตร์ที่ 1: ปลดล็อก Net Metering 1:1 พ่วงค่าสายส่งที่เป็นธรรม

• สยบข้ออ้างค่าสายส่ง : ให้ประชาชนใช้ระบบ Net Metering หักลบหน่วยไฟฟ้าได้แบบ 1:1 แต่กำหนดให้จ่าย "ค่าบริการสายส่ง" ในอัตราที่เป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนจริง (เช่น 0.50 – 0.70 บาท/หน่วย) สำหรับทุกหน่วยไฟฟ้าที่ส่งเข้าและดึงกลับจากระบบ การไฟฟ้าฯ จะได้รายได้ไปบำรุงเสาไฟ หยุดวาทกรรมคนติดโซลาร์เอาเปรียบคนไม่ติด

• สยบข้ออ้างระบบไฟไม่เสถียร: นำรายได้จากค่าผ่านสายส่งเข้า กองทุนพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อลงทุนใน Smart Inverter Control และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานระดับชุมชนซึ่งแก้ปัญหาความผันผวนทางวิศวกรรมตรงจุด

ยุทธศาสตร์ที่ 2: กำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ

• เงื่อนไขอุดหนุนขั้นบันได: กำหนดให้โครงการที่ได้รับเงินอุดหนุน 50,000 บาท และ Soft Loan ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40–50% เพื่อบีบให้ทุนจีนต้องเกิดการร่วมทุน และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการไทยอย่างจริงจัง

https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000081885

• ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง : สนับสนุนสิทธิประโยชน์ภาษีให้ค่ายอิเล็กทรอนิกส์ไทยผลิต Inverter, ระบบคุมการจ่ายไฟ (EMS) และบังคับใช้โครงสร้างจับยึด (Racking) ที่ผลิตในไทย 100%

• กระจายงานสู่ SMEs ชุมชนและอาชีวศึกษา: กำหนดโควตางานติดตั้งไม่น้อยกว่า 40% ให้แก่ SMEs ในพื้นที่ พร้อมดึงวิทยาลัยการอาชีพทั่วประเทศอบรมและรับรองมาตรฐาน "ช่างไฟสีเขียว" เพื่อสร้างการจ้างงานและเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับฐานรากอย่างแท้จริง

โครงการโซลาร์ล้านหลังเรือน จะต้องไม่เป็นเพียง "มาตรการสูบเลือดคนไทย ไปหล่อเลี้ยงทุนต่างชาติ" ที่สร้างภาระหนี้สินผูกพันระยะยาวให้ประชาชน โดยที่ต้นตอของปัญหาค่าไฟแพงและการผูกขาดพลังงานของกลุ่มทุนใหญ่ยังมั่นคง

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องหยุดประเคนงบให้กลุ่มทุน แล้วหันมารื้อโครงสร้างด้วย Net Metering 1:1 พ่วงค่าสายส่งที่เป็นธรรม ควบคู่กับการใช้ Local Content เพื่อสร้างอุตสาหกรรมพลังงานของคนไทยอย่างแท้จริง.

CC : MGRONLINE

PVsyst : Site dependent design parameters คืออะไร ทำไมสำคัญที่สุดในการกำหนดค่าใน PVsystการกำหนดอุณหภูมิที่ใช้ในการออกแบบ...
19/08/2026

PVsyst : Site dependent design parameters คืออะไร ทำไมสำคัญที่สุดในการกำหนดค่าใน PVsyst

การกำหนดอุณหภูมิที่ใช้ในการออกแบบ PVsyst เป็นสิ่งที่สำคัญอันดับแรกๆ หลายท่านคงไม่สนใจในการตั้งค่าอุณหภูมิ แต่ละการติดตั้งที่เหมาะสม
จาก content เรื่อง ทำไม Project Setting จึงสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นการใช้ PVsyst ในการจำลองระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ไปตามอ่านได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/1FepuuQVmH/

วันนี้ admin ขอมาสรุปสั้นๆอีกครั้งอ่านแบบง่ายขึ้น ในพารามิเตอร์การออกแบบที่ขึ้นกับสถานที่ (Site dependent design parameters) คุณสามารถระบุอุณหภูมิต่ำสุดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อให้ระบบแจ้งเตือนเมื่อแรงดันไฟฟ้าเข้าใกล้ หรือเกินขีดจำกัดสูงสุด (Absolute voltage limit) นอกจากนี้ คุณยังสามารถกำหนดอุณหภูมิอ้างอิงสำหรับการออกแบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (PV array) ซึ่งจะนำไปใช้สร้างกราฟในเครื่องมือคำนวณขนาดระบบ เราสามารถดูได้ว่าการออกแบบแผงต่อ string ที่เหมาะสม (Array Voltage Sizing) ซึ่งแม่นยำกว่าการคำนวณที่อ้างถึง coefficient temperature of Pmax

ในงาน Solar Rooftop การต่อแผงอนุกรมไปจนถึง System Voltage จะไม่ค่อยเจอ เหมือนงาน Solar Farm หรือ Solar Floating ที่ต้องการให้ใกล้เดียง System Voltage มากที่สุดจะช่วยประหยัดจำนวน string ส่งผลให้ประหยัดสาย DC และลดการบำรุงรักษา นอกจากนี้การต่อจำนวนแผงให้แรงดันสูงๆ ยังช่วยให้แผงทำงานเร็วขึ้น เมื่อเกิด low light performance

การกำหนดอุณหภูมิแผง ยังช่วยเรื่อง Array Voltage Sizing โดยไม่ต้องคำนึงถึง DC / AC Ratio (Pnom Ratio) มากนัก
DC คือ กำลังไฟฟ้าแผงรวมทั้งหมด (Pnom STC (kWp) of PV), AC คือ กำลังไฟฟ้าของอินเวอร์เตอร์ (Pnom (kWac) of Inverter) เมื่อนำมาหารกันจะได้ DC / AC Ratio ถ้ามีค่ามากเกินไปจะเกิด Clipping Losses หรือการใช้แผงมากเกินไป ซึ่ง DC/AC Ratio ของแต่ brand จะไม่เท่ากัน ยิ่งทน DC/AC Ratio ได้สูงกว่า ยิ่งประหยัดการลงทุนได้มากกว่า เนื่องจากใช้แผงได้มากกว่า

หากเรากำหนดอุณหภูมิต่างๆ ไม่ถูกต้องไม่ได้ทำให้แผงเสียทันที เพราะเป็นอุณหภูมิที่พบได้เป็นช่วงสั้น ๆ ในระบบโซลาร์เขตร้อน แต่ถ้าเกิดบ่อยและอยู่นาน โดยเฉพาะร่วมกับความชื้นสูง และการเปลี่ยนร้อน–เย็นทุกวัน จะเร่งการเสื่อมและลดอายุการใช้งานของแผงได้ ส่งผลให้กำลังผลิตลดลงทันที เร่งการเสื่อมของวัสดุ ความร้อนสลับทำให้เกิดความเค้น ความชื้นทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น เรามาดูความหมายแต่ละคำกัน

1. Lower temperature for absolute voltage limit = อุณหภูมิต่ำสุดของ PV ที่ใช้ตรวจสอบแรงดัน Voc สูงสุดของ String เพื่อป้องกันไม่ให้แรงดัน DC ของแผงสูงเกิน Maximum System Voltage / Absolute Maximum Voltage ของ Inverter หรืออุปกรณ์ในระบบ
2. Winter operating temperature for VmppMax design = อุณหภูมิของ PV ในฤดูหนาว ที่ใช้ตรวจว่าแรงดัน Vmpp ของ String สูงเกินช่วง MPPT สูงสุดของ Inverter หรือไม่
3. Usual Operating temperature under 1000 W/m² = อุณหภูมิของ PV ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใต้สภาวะ Irradiance = 1,000 W/m² ซึ่งใช้เป็นอุณหภูมิอ้างอิงสำหรับการประเมิน Operating Voltage / Operating Conditions ของแผงในสภาวะทำงานปกติ
4. Summer operating temperature for VmppMin design = อุณหภูมิของ PV (Cell Temperature) ในฤดูร้อน เพื่อออกแบบจำนวนแผงที่ต่ออนุกรมใน String ให้แรงดัน Vmpp ของ String ยังสูงกว่า VmppMin ของ Inverter

ส่วนตัวเลขที่เหมาะสมในการกำหนดค่าอุณหภูมิต่างๆ ตามสถิติย้อนหลัง ตามงานวิจัยในประเทศไทย ต้องมีค่าเท่าไรในแต่ละงาน Solar Rooftop, Solar Farm และ Solar Floating ให้ดู link นี้มีคำตอบ
1. https://www.facebook.com/share/p/1FV4eGxURQ/
2. https://www.facebook.com/share/p/1EK7PFFcA2/

สอบถามรายละเอียดได้ที่ :
Line ID : solarenergy01
Line OA :
Call : 082-859-7891
FB: วิศวกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Energy Engineering (SEE)

ทำไมแผงโซล่าเซลล์ แบบ All Back Contact (ABC) จึงเป็นเบอร์หนึ่งเทคโนโลยีปัจจุบัน มีขั้นตอนการผลิตอย่างไรปัจจุบันแผง ABC ซ...
14/08/2026

ทำไมแผงโซล่าเซลล์ แบบ All Back Contact (ABC) จึงเป็นเบอร์หนึ่งเทคโนโลยีปัจจุบัน มีขั้นตอนการผลิตอย่างไร

ปัจจุบันแผง ABC ซึ่งย้ายจุดเชื่อมต่อไฟฟ้าไปไว้ด้านหลังของเซลล์ ทำให้ด้านหน้าของแผงไม่มีเส้นโลหะบดบังแสง ส่งผลให้รับแสงได้เต็มพื้นที่ ผลิตพลังงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังให้ออกแบบหน้าแผงสีดำเรียบสวย มีประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสูง ทำงานได้ดีในสภาพอากาศร้อน รองรับกรณีมีเงาบดบังบางส่วน (Partial Shading) และมีความทนทานและเสื่อมสภาพช้าตลอดอายุการใช้งาน ส่งผลให้ยอดขายแผงถล่มทลายในปี 2026

แผง ABC ยิ่งดำยิ่งดี absorb visible light ได้สูง แต่ไม่เอาความร้อนจาก infrared มาด้วย นอกจากนี้ยังมี function partial shading optimisation ถ้าเงาบัง main busbar ที่กลางแผงทั้งหมด แผง ABC ยังสามารถผลิตได้ แต่ TOPcon เหลือ 0 V ไม่สามารถผลิตได้เลย ยิ่งรุ่นใหม่ของ ABC จะย้าย main busbar ไปไว้ด้านหลังด้วย นอกจากนี้แผง TOPcon ยังเกิด micro-crack ง่ายกว่า อาจสูญเสียกว่าผลิตมากกว่า 30% และมีโอกาสการเกิด hot-spot สูง ตอนยกติดตั้้งแผง TOPcon มีโอกาส sag (ตกท้องช้าง) จึงเกิด micro-crack ตั้งแต่ตอนนั้น

บาง brand กล่าวว่า TOPcon ทำงานที่ Low Light Performance ได้ดีกว่า และมีค่า Bifaciality Factor สูงกว่า แต่การผลิตมากน้อยต้องมองที่ Energy Yield สุดท้ายที่ได้ หลายๆ developer คงจะได้คำตอบจากการที่ติดตั้งไปแล้ว การตัดสินใจเลือกแผงจาก TIER1 BloomberNEF, Bankability หรือ Global Shipment ไม่เพียงพอแล้ว

ผลการทดสอบแผง AIKO ได้รับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 + 5 ดาว ขนาด 650W ทดสอบประสิทธิภาพได้สูงถึง 22.48% ล่าสุด AIKO เป็นผู้ผลิตรายเดียวในกลุ่มผู้นำที่มีการเติบโตในระดับสูง โดยยอดจัดส่งเพิ่มขึ้นถึง 429% ใน 6 เดือนแรกของปี 2026 (https://web.facebook.com/share/p/1D6DsfJUQE/) เรียกว่าตั้งโรงงานผลิตแผง ไม่ทันการความต้องการของลูกค้าจริงๆ นอกจากนี้ AIKO ยังสามารถผลิตแผงให้ Voc สูงที่สุดในตลาด ช่วยในการผลิตดีขึ้น

นอกจากนี้ AIKO เป็นบริษัทเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ระดับโลก ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา (R&D) ตั้งแต่ปี 2009 ด้านเซลล์และแผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง โดยมีจุดเด่นคือ เทคโนโลยี ABC (All Back Contact) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงาน พร้อมผสานการออกแบบที่สวยงามเข้ากับคุณภาพและความทนทานของผลิตภัณฑ์

AIKO ยังประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ด้วยการคว้าเครื่องหมายรับรอง Top Brand PV 2026 จาก EUPD Research ทั้งในระดับภาพรวมของ Southeast asia 2026 จุดเด่นและเหตุผลที่ได้รับรางวัล:
* วัดจากความจริงในสนาม: รางวัลนี้ได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นโดยตรงของผู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ โดยประเมินจากความพึงพอใจ ความน่าเชื่อถือ และอัตราการบอกต่อ
* ตอกย้ำความสำเร็จเทคโนโลยี ABC: รางวัลนี้สะท้อนถึงการยอมรับอย่างสูงในเทคโนโลยี ABC (All Back Contact) ของ AIKO ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายแรกที่บุกเบิกเทคโนโลยี N-Type BC เชิงพาณิชย์ จนตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพการผลิตไฟสูง ความเสถียร ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในระยะยาว
* ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย: แผงโซลาร์ของ AIKO ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกภาคส่วน ตั้งแต่กลุ่มบ้านพักอาศัย, กลุ่มอาคารพาณิชย์และอุตสาหกรรม (C&I) ไปจนถึงโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ มุ่งสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

เรามาดูขั้นตอนการผลิตกันว่ามีอะไรบ้าง

Factory Process: 1. Polysilicon, 2. Silicon Ingot, 3. Wafer, 4. Cell, 5. Module, 6. PV System

Solar Panel Assembly Process สรุปขั้นตอนการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ตามผังกระบวนการ แบ่งออกเป็น 16 ขั้นตอน ดังนี้:
1. P1: Screen Printing - พิมพ์ลายวงจรบนแผ่น cell ใส่ Insulation Layer เพื่อไม่ให้ Cell เกิด Short Circuit และตัด cell ด้วยการ laser ให้ cell แบ่งครึ่งให้เป็น half-cut cell
2. P2: String Welding - เชื่อมต่อเซลล์โซลาร์เข้าด้วยกัน เชื่อม busbar ข้ามผ่านระหว่าง cell ต่อให้เป็นอนุกรม หรือเรียกว่าการ stringing
3. M1: String Checking - ตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของเซลล์ ตรวจสอบ cell มีการตัดหักหรือไม่ มี autodetection และคนช่วยตรวจสอบ
4. P3: Stacking - จัดวางเรียงชั้นวัตถุดิบ (กระจก, ฟิล์ม EVA, เซลล์, และ Backsheet)
5. M2: Overlay-welding Scan - สแกนตรวจสอบการเชื่อมทับ/การเชื่อมต่อสายตัวนำกระแสไฟฟ้า (Busbar)
6. M3: Pre Layer Detection - ตรวจสอบความเรียบร้อยและสิ่งแปลกปลอมก่อนนำไป laminate ตรวจรอยเชื่อม ตรวจรอยแตกร้าว
7. P4: Lamination - laminate ประสานชั้นต่างๆ เข้าด้วยกันด้วยความร้อน และสุญญากาศ
8. M4: Post Layer Detection - ตรวจสอบคุณภาพหลังผ่านกระบวนการ laminate มีรอยแตกร้าวหรือไม่ มีรอยความร้อนหรือไม่ และตัว cell มีการเรียกชิดตามมาตรฐานไหม พร้อมทดสอบ EL (Electroluminescence)
9. P5: Installation of Junction Box - ติดตั้งกล่องต่อสายไฟ (Junction Box)
10. P6: Framing - ประกอบติดตั้งกรอบอลูมิเนียมรอบแผง เพื่อความแข็งแรง
11. P7: Silica Gel Curing - อบแห้ง/บ่มกาวซิลิโคนที่ใช้ยึดกรอบและกล่องต่อสายไฟ
12. M5: IV Testing - ทดสอบประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า (I-V Curve Test)
13. M6: Safety Testing - ทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้า และความคงทน
14. M7: Final Inspection - ตรวจสอบคุณภาพและความสมบูรณ์ขั้นสุดท้าย ด้วย visual inspection
15. P8: Sorting - คัดแยกเกรด และกำลังการผลิตของแผง
16. P9: Packaging - บรรจุลงกล่องเพื่อเตรียมจัดส่ง

ท่านที่ยังไม่มี PAN file สามารถสร้างได้เอง ตามวิธีใน link นี้ได้เลย https://web.facebook.com/share/p/1BYffihHME/
ส่วนท่านได้อยากได้ PAN File ของ AIKO จาก manufacturer ก็แอดไลน์มาที่ แล้ว Inbox มาได้

ถ้าอยากติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ AIKO สามารถติดตามได้ที่ AIKO Energy Thailand : https://www.facebook.com/share/18hT9anC5G/?mibextid=wwXIfr

เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน (Community-based Solar Power Generation Project) ถึงวันท...
13/08/2026

เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน (Community-based Solar Power Generation Project) ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2569

https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NzgzN0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

หลักการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนชุมชน
(Community-based Solar Power Generation Project)
---------------------------------------------------
เดิมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เห็นชอบให้สำนักงาน กกพ. นำหลักการรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน (Community-based Solar Power Generation Project) (โครงการฯ) ตามมติ
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในการประชุมครั้งที่ 3/2568 (ครั้งที่ 173) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 และ กพช. ในการประชุมครั้งที่ 4/2568 (ครั้งที่ 174) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ไปรับฟังความคิดเห็นบนระบบสารสนเทศของสำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2569 และต่อมาสำนักงาน กกพ. ได้รวบรวมและสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเสนอต่อ กกพ. เพื่อสะท้อน
กลับไปยังภาคนโยบาย

ต่อมา กพช. ในการประชุมครั้งที่ 2/2569 (ครั้งที่ 176) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 และคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในการประชุมครั้งที่ 9/2569 (ครั้งที่ 85) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ได้มีมติ
เห็นชอบหลักการโครงการฯ โดยปรับปรุงจากผลการรับฟังความคิดเห็นข้างต้น กกพ. จึงเห็นควรเปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการฯ ที่ได้มีการปรับปรุงจากผลการรับฟังความคิดเห็นข้างต้น ตามมติ กพช.
และ กบง. เป็นระยะเวลา 15 วัน

1. มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน
1.1.กพช. ในการประชุมเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 มีมติดังนี้
1.1.1. เห็นชอบกรอบหลักการของการดำเนินโครงการฯ
1.1.2. มอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ อาจพิจารณาทบทวน/ปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ
(ยกเว้นอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน) ได้ตามเหมาะสม โดยมอบหมายให้กบง. พิจารณา
1.2.กบง. ในการประชุมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 มีมติ ดังนี้
1.2.1. เห็นชอบให้ยกเลิกเฉพาะส่วนที่กำหนดให้ 1 ตำบล มีโรงไฟฟ้าเข้าร่วมได้ 1 แห่ง และปรับปรุง
ในส่วนการคัดเลือกเอกชนผู้พัฒนาโครงการ ที่กำหนดให้ในกรณีที่โครงการมีคะแนนคุณภาพเท่ากัน และมีข้อจำกัด
ของศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือเป้าหมายการรับซื้อ ให้คัดเลือกโดยวิธีการจับฉลาก ของกรอบหลักการของ
การดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน ตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569
1.2.2. มอบหมาย กกพ. กฟน. และ กฟภ. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

2. กรอบหลักการของการดำเนินโครงการฯ
1. รูปแบบโครงการเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Ground Mounted Solar
Farm) ขนาดกำลังการผลิตตามสัญญาของแต่ละโครงการไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ โดยมีเป้าหมายการรับซื้อรวมไม่เกิน
1,500 เมกะวัตต์
2. กฟน. และ กฟภ. เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ด้วยอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed in Tariff (FiT)
ในอัตรา 2.1679 บาทต่อหน่วย โดยทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบ Non-Firm เป็นระยะเวลา 25 ปี

3. การกำหนดขนาดกำลังการผลิตของแต่ละโครงการ กฟน. และ กฟภ. จะพิจารณาจากปริมาณการใช้
ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งอยู่ในพื้นที่ชุมชนที่โครงการตั้งอยู่ โดยจะพิจารณาไม่ให้เกิดพลังงานไฟฟ้าไหลย้อนขึ้นสู่ระบบ
สายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมีปริมาณที่สอดคล้องกับศักยภาพในการรองรับปริมาณ
ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Grid Capacity) ณ จุดเชื่อมต่อของ กฟน. และ กฟภ. ในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง

4. การกำหนดพื้นที่ชุมชนที่เหมาะสมสำหรับดำเนินโครงการ จะต้องคำนึงถึงศักยภาพด้านพื้นที่ที่ใช้
ในการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับขนาดกำลังการผลิต ปริมาณและรูปแบบการใช้ไฟฟ้า (Load Profile)
เป็นสำคัญ โดยใช้หลักการดังนี้
(1) นิยาม “ชุมชน” หมายถึง พื้นที่ระดับตำบลหรือแขวง ตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
(2) 1 โรงไฟฟ้า มีการเชื่อมต่อกับโครงข่ายระบบไฟฟ้าของ กฟน. หรือ กฟภ. เพียง 1 จุดเชื่อมต่อ
(3) กฟน. และ กฟภ. จะประกาศรายชื่อตำบลที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ รวมถึงปริมาณพลังไฟฟ้า
เสนอขายที่เหมาะสมและศักยภาพรายสายป้อน (Feeder) ของแต่ละตำบล

5. การคัดเลือกเอกชนผู้พัฒนาโครงการในแต่ละพื้นที่ชุมชนจะพิจารณาคุณสมบัติขั้นต่ำ (Pass/Fail
Basis) และหลักเกณฑ์การแข่งขันด้วยเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Competitive Scoring) เพื่อให้เชื่อมั่นได้ว่าเอกชนที่
ได้รับคัดเลือกจะมีความสามารถในการพัฒนาโครงการให้สำเร็จและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามแผน
ที่กำหนดไว้ ตลอดจนสามารถดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพได้ตลอดอายุสัญญา โดย กฟน. และ กฟภ.
จะเป็นผู้พิจารณาคำเสนอขายไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกที่ กกพ. กำหนด โดยครอบคลุม
ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
(1) ด้านคุณสมบัติ จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติตามเงื่อนไข อาทิ ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องเป็น
นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ไม่เป็นหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำและวางหลัก
ค้ำประกันการยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้ามูลค่าตามที่กำหนดซึ่งจะพิจารณากำหนดให้เหมาะสมกับมูลค่าโครงการ
โครงการที่ยื่นข้อเสนอจะต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่ลงทุนก่อสร้างใหม่และไม่เคยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือไม่เคยได้รับ
การตอบรับซื้อจากการไฟฟ้า หรือไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. กฟน. หรือ กฟภ. ที่ยังมีผลบังคับใช้ เป็นต้น
(2) ด้านเทคนิค จะมีการตรวจสอบความพร้อมในด้านต่าง ๆ อาทิ ความพร้อมด้านพื้นที่ ความพร้อม
ด้านเทคโนโลยี ความพร้อมด้านเชื้อเพลิง ความพร้อมด้านการเงิน ความเหมาะสมของแผนการดำเนินงาน เป็นต้น
(3) คุณสมบัติและความพร้อมด้านอื่น ๆ ตามที่ กกพ. กฟน. และ/หรือ กฟภ. กำหนด
จากนั้นจัดลำดับโครงการที่ผ่านเกณฑ์ตามคะแนนคุณภาพจากมากไปหาน้อย โดยโครงการที่มีคะแนน
สูงสุดจะได้รับคัดเลือกก่อนตามลำดับจนกว่าจะครบตามปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าที่กำหนด ในกรณีที่โครงการมีคะแนน
คุณภาพเท่ากัน และมีข้อจำกัดของศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือเป้าหมายการรับซื้อ ให้คัดเลือกโดยวิธีการ
จับฉลาก ทั้งนี้ ผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละราย มีสิทธิได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้พัฒนาโครงการได้สูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์

6. เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ
(1) กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (Scheduled Commercial Operation Date:
SCOD) ภายใน 18 เดือน นับจากวันลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กรณีที่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้
ตามกำหนดให้สามารถกำหนดเงื่อนไขหักหลักประกันตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้
(2) กำหนดให้กรรมสิทธิ์ในหน่วย Renewable Energy Certificate (REC) หรือ Carbon Credit
ที่เกิดขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนเป็นกรรมสิทธิ์ของภาครัฐ โดยให้มีการระบุการ
ครอบครองกรรมสิทธิ์ของภาครัฐไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
(3) เพื่อให้มีการกำกับดูแลให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และมีการบริหารจัดการให้เกิด
ประสิทธิภาพสูงสุดต่อโครงข่ายระบบไฟฟ้าและการให้บริการของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายตลอดอายุสัญญาบริษัทในเครือของ กฟน. และ กฟภ. มีสิทธิเข้าร่วมทุนกับเอกชนผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้พัฒนาโครงการตามพื้นที่ดูแลรับผิดชอบของตนเอง ก่อนกำหนดวันเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (Scheduled Commercial Operation Date: SCOD) ทั้งนี้ บริษัทในเครือของ กฟน. และ กฟภ. จะถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนด้วยสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 ตลอดอายุสัญญา และให้ดำเนินการตามความเห็น สคร. ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย รัฐวิสาหกิจ ด่วนที่สุด ที่ กค 0820.2/2373 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2569

ขอขอบคุณทุกท่านที่มาอบรม PVsyst On-site รุ่นที่ 12 ที่ขอนแก่น ครับรวม review คนเรียน PVsyst OnsiteClass of 11 : https://...
09/08/2026

ขอขอบคุณทุกท่านที่มาอบรม PVsyst On-site รุ่นที่ 12 ที่ขอนแก่น ครับ

รวม review คนเรียน PVsyst Onsite
Class of 11 : https://www.facebook.com/share/p/18zHGL9jYM/
Class of 10 : https://www.facebook.com/share/p/1Cgt4AbwWr/
Class of 9 : https://www.facebook.com/share/p/1BaroYoUGH/
Class of 8 : https://www.facebook.com/share/p/19JQGquhJB/
Class of 7 : https://www.facebook.com/share/p/17u8Ff5P4D/
Class of 6 : https://www.facebook.com/share/p/19HczCjD3u/
Class of 5 : https://www.facebook.com/share/p/197vnz7MwU/
Class of 4 : https://www.facebook.com/share/p/14hXA7BcNsX/
Class of 3 : https://www.facebook.com/share/p/1NhD8mZkQN/
Class of 2 : https://www.facebook.com/share/p/1ECYiuUzvY/
Class of 1 : https://www.facebook.com/share/p/1Pdz6Y79Z1/

รายงานฉบับแรกในชื่อ "New Cell & Module Production Equipment and Materials Trends 2026" https://images.assettype.com/taiy...
07/08/2026

รายงานฉบับแรกในชื่อ "New Cell & Module Production Equipment and Materials Trends 2026"

https://images.assettype.com/taiyangnews/2026-08-06/8hqhn2mp/Cell___Module_Production_Equipment_And_Materials_2026.pdf

เน้นไปที่เครื่องจักรสำหรับการผลิตแผ่นเวเฟอร์ เซลล์สุริยะ และโมดูล รวมถึงวัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิตเหล่านี้ โดยครอบคลุมโซลูชันการผลิตสำหรับเทคโนโลยีเซลล์สุริยะกระแสหลักและเทคโนโลยีรุ่นถัดไป ได้แก่ TOPCon, Back-Contact (BC), Heterojunction (HJT) และ Perovskite-Silicon Tandems นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มล่าสุดในการผลิตเซลล์ การประกอบโมดูล การวิเคราะห์คุณลักษณะ (Characterization) พาสต์สำหรับกระบวนการเคลือบขั้วโลหะ (Metallization Pastes) วัสดุผนึกเคลือบผิว (Encapsulation Materials) และแผ่นรองหลัง (Backsheets)

งานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งในอุตสาหกรรมโฟโตโวลเทอิก (Photovoltaic) ได้แก่ The smarter E Europe/Intersolar Europe ณ นครมิวนิก และ SNEC PV+ ณ นครเซี่ยงไฮ้ จัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2026 โดยงานนิทรรศการทั้งสองนี้จัดขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกันเพียงไม่กี่สัปดาห์ และมักจะทำหน้าที่เป็นเวทีสำคัญสำหรับบริษัทต่างๆ ในการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และโซลูชันการผลิตล่าสุด พร้อมทั้งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น

TaiyangNews ได้ติดตามงานแสดงสินค้าเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลการพัฒนาล่าสุดในอุตสาหกรรมเซลล์สุริยะ (PV) และระบบกักเก็บพลังงาน และเนื่องจากผลิตภัณฑ์รวมถึงเทคโนโลยีที่นำมาจัดแสดงมีความหลากหลาย รายงานของเราจึงถูกแบ่งออกเป็นสามฉบับ โดยแต่ละฉบับจะมุ่งเน้นไปที่ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) คนละส่วน ในขณะที่รายงานฉบับแรกนี้ครอบคลุมเกี่ยวกับอุปกรณ์การผลิตและวัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิตเซลล์และโมดูล อีกสองรายงานที่กำลังจะตามมาจะครอบคลุมเกี่ยวกับโมดูลและระบบติดตั้ง รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานและอินเวอร์เตอร์

CC: TAIYANG NEWS

ข้อมูลการจัดส่ง (Shipment) ของอุตสาหกรรมที่เผยแพร่สำหรับ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 แสดงให้เห็นว่า ปริมาณการจัดส่งของผู้ผ...
04/08/2026

ข้อมูลการจัดส่ง (Shipment) ของอุตสาหกรรมที่เผยแพร่สำหรับ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 แสดงให้เห็นว่า ปริมาณการจัดส่งของผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์ชั้นนำของโลกโดยรวมลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year: YoY)

ผู้ผลิตจากประเทศจีนที่มีการดำเนินธุรกิจแบบ Vertically Integrated (ครบวงจรตั้งแต่การผลิตเวเฟอร์ เซลล์ ไปจนถึงแผงโซล่าเซลล์) ยังคงครองตำแหน่งใน 10 อันดับแรกของโลก อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่สามารถทำให้ปริมาณการจัดส่งเติบโตเป็นบวก ขณะที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต่างประสบกับการลดลงของปริมาณการจัดส่ง สาเหตุหลักมาจาก

ภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมโซล่าเซลล์
ข้อจำกัดด้านการค้าระหว่างประเทศ (Cross-border Trade Constraints) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกและความต้องการของตลาดทั่วโลก

อันดับผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์ของโลก (ครึ่งปีแรก 2026)

Jinko Solar ครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน โดยมียอดจัดส่งอยู่ที่ 27.7–29.7 GW ลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

LONGi รั้งอันดับ 2 ด้วยยอดจัดส่ง 26.0–26.8 GW ลดลง 25% YoY

Trina Solar อยู่ในอันดับ 3 ด้วยยอดจัดส่ง 24.1–25.9 GW ลดลง 25% YoY

JA Solar อยู่ในอันดับ 4 ด้วยยอดจัดส่ง 24.0–24.9 GW หดตัว 30% YoY

ขณะที่ Tongwei Solar ครองอันดับ 5 ด้วยยอดจัดส่ง 14.2–14.9 GW ลดลง 35% YoY

ผู้ผลิตกลุ่มอันดับกลางเผชิญแรงกดดันด้านปริมาณจัดส่ง

ผู้ผลิตในกลุ่มอันดับกลางได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดมากขึ้น โดย

CHINT มียอดจัดส่ง 9.7 GW ลดลง 40% YoY
DMEGC มียอดจัดส่ง 9.7 GW เท่ากัน แต่ลดลงเพียง 25% YoY
GCL System Integration มียอดจัดส่ง 9.1–9.9 GW ลดลง 30% YoY
มีเพียง 2 บริษัทที่เติบโตสวนกระแสตลาด

แม้ภาพรวมตลาดจะชะลอตัว แต่มีผู้ผลิตเพียง 2 ราย ที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น ได้แก่

TCL Zhonghuan เติบโตจากการนำเสนอแผงโซล่าเซลล์ที่ออกแบบให้รองรับ เวเฟอร์ซิลิคอนขนาดใหญ่ (Large-size Silicon Wafers) โดยยอดจัดส่งในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก (QoQ) อีกทั้งแผงโซล่าเซลล์ที่รองรับการใช้งานร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ยังได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างรวดเร็ว
AIKO Energy เป็นผู้ผลิตรายเดียวในกลุ่มผู้นำที่มีการเติบโตในระดับสูง โดยยอดจัดส่งเพิ่มขึ้นถึง 429% YoY จากความสำเร็จในการนำเทคโนโลยี ABC (All Back Contact) หรือ BC (Back Contact) ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์
กลยุทธ์ที่ทำให้แต่ละบริษัทรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ผลการจัดส่งที่แตกต่างกันของแต่ละบริษัทสะท้อนถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน ดังนี้

Jinko Solar ลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าด้วยการกระจายฐานการผลิตไปทั่วโลก โดยยอดส่งออกจากโรงงานต่างประเทศคิดเป็นมากกว่า 80% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ทำให้ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำของโลกได้
LONGi รักษาฐานลูกค้าในตลาดจีน ทั้งโครงการ Distributed PV และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ (Utility-scale) ด้วยเทคโนโลยี BC Back Contact ที่สร้างความแตกต่าง
Trina Solar ผสานธุรกิจแผงโซล่าเซลล์เข้ากับธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) โดยกำลังการผลิตกว่า 95% เป็นแผงโซล่าเซลล์ชนิด N-type ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดยุโรปและอเมริกาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
JA Solar ใช้กลยุทธ์สร้างสมดุลระหว่างตลาดในประเทศและต่างประเทศ ผ่านทั้งโครงการ EPC (Engineering, Procurement and Construction) ในต่างประเทศ และตลาด Distributed PV ภายในประเทศ ส่งผลให้สามารถรักษาปริมาณการจัดส่งได้อย่างต่อเนื่อง
Tongwei Solar ใช้ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนจากการผลิตแบบ Vertical Integration ครบวงจรตั้งแต่โพลีซิลิคอนจนถึงแผงโซล่าเซลล์ ส่งผลให้เป็นผู้นำในตลาด Distributed PV ของประเทศจีน
CHINT มุ่งเน้นตลาด Distributed PV พร้อมเร่งขยายตลาดในภูมิภาค ตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
DMEGC เพิ่มยอดขายจากการขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายในตลาดยุโรป
GCL System Integration เดินหน้าขยายกำลังการผลิตแผงโซล่าเซลล์ N-type TOPCon พร้อมใช้โมเดลธุรกิจแบบผสมผสานระหว่างการจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเอง และการรับจ้างผลิต (OEM) เพื่อใช้กำลังการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
TCL Zhonghuan เติบโตจากการพัฒนาแผงโซล่าเซลล์สำหรับเวเฟอร์ขนาดใหญ่ ควบคู่กับการขยายผลิตภัณฑ์ที่รองรับระบบกักเก็บพลังงานอย่างรวดเร็วในไตรมาส 2
AIKO Energy สร้างการเปลี่ยนแปลงของตลาดด้วยเทคโนโลยี ABC/BC Module ส่งผลให้มียอดจัดส่งเติบโตสูงที่สุดในบรรดาผู้ผลิตทั้ง 10 อันดับแรก

ภาพรวมการจัดส่งแผงโซล่าเซลล์ของโลกในช่วง 5 ปี (2021–2025)

จากชุดข้อมูลที่เผยแพร่ร่วมกันโดย CPIA (China Photovoltaic Industry Association) และ PV InfoLink พบว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดแผงโซล่าเซลล์โลกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน

ปริมาณการจัดส่งแผงโซล่าเซลล์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 221 GW ในปี 2021 เป็น 642 GW ในปี 2025 โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) ของหลายประเทศ ซึ่งเร่งการลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ทั่วโลก

ผู้ผลิตจีนแบบ Vertical Integration ครองตลาดโลก

ตลอดช่วงปี 2021–2025 ผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์จากประเทศจีนที่ดำเนินธุรกิจแบบ Vertical Integration ยังคงครองตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ผลิตจากต่างประเทศสามารถติดอันดับ 10 ได้เพียงบางช่วงเท่านั้น

LONGi ครองอันดับ 1 ของโลกในปี 2021 และ 2022 ก่อนที่ Jinko Solar จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำตั้งแต่ปี 2023–2025

ในปี 2025

Jinko Solar จัดส่งแผงโซล่าเซลล์ 86.7 GW คิดเป็น ส่วนแบ่งตลาด 13.5%
ปี 2024 : 92.6 GW (14.5%)
ปี 2023 : 78.4 GW (15.7%)
LONGi ครองอันดับ 2 ต่อเนื่องตลอดทั้ง 5 ปี โดยมียอดจัดส่ง 86.4 GW และส่วนแบ่งตลาด 13.5% ในปี 2025 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานตลาดระดับโลก
การแข่งขันของผู้ผลิตกลุ่มผู้นำ

การแข่งขันในกลุ่มผู้ผลิตชั้นนำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

Trina Solar ขึ้นเป็นอันดับ 3 ในปี 2025 ด้วยยอดจัดส่ง 67.7 GW และส่วนแบ่งตลาด 10.5%
JA Solar อยู่ในอันดับ 4 ด้วยยอดจัดส่ง 66.4 GW และส่วนแบ่งตลาด 10.3% พร้อมรักษาตำแหน่ง Top 4 ได้ตลอดระยะเวลา 5 ปี
Tongwei Solar ครองอันดับ 5 ต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ 2021–2025 โดยเพิ่มยอดจัดส่งจาก 17.9 GW เป็น 43.1 GW จากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนที่เกิดจากการผลิตแบบครบวงจรตั้งแต่โพลีซิลิคอนจนถึงแผงโซล่าเซลล์
กลุ่มผู้ผลิตอันดับกลางแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและการขยายตลาด

ผู้ผลิตในกลุ่มอันดับกลางมีการเปลี่ยนแปลงอันดับค่อนข้างมาก ซึ่งสัมพันธ์กับการพัฒนาเทคโนโลยีและกลยุทธ์การขยายตลาดปลายทาง

CHINT ครองอันดับ 6 ในปี 2024 และ 2025 ด้วยยอดจัดส่ง 37.9–40.1 GW จากการมุ่งเน้นตลาด Distributed PV และการขยายธุรกิจในภูมิภาค ตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
GCL System Integration ขึ้นสู่อันดับ 7 ในปี 2025 จากการขยายกำลังการผลิต N-type TOPCon พร้อมใช้โมเดลธุรกิจแบบผสมผสานระหว่างการจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเองและการรับจ้างผลิต (OEM)
DMEGC และ DAS Solar สามารถรักษาตำแหน่งใน Top 10 ได้อย่างต่อเนื่องในช่วงหลังของระยะเวลา 5 ปี จากการขยายเครือข่ายจำหน่ายในยุโรปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น
ผู้ผลิตต่างประเทศสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

ผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์รายใหญ่จากต่างประเทศมีบทบาทลดลงอย่างต่อเนื่อง

First Solar ติดอันดับ Top 10 เฉพาะในปี 2021–2022
Qcells ปรากฏอยู่ในอันดับเพียงบางปีระหว่าง 2021–2023
Suntech Power หลุดจากอันดับหลังจากอยู่ในอันดับ 10 เมื่อปี 2021

สาเหตุสำคัญมาจาก

การพัฒนาและนำเทคโนโลยีเซลล์ N-type ประสิทธิภาพสูง ออกสู่ตลาดได้ช้ากว่าผู้ผลิตจีน
การปรับตัวต่อกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศและมาตรการกีดกันทางการค้าได้ช้ากว่า
ขณะที่ผู้ผลิตจีนสามารถกระจายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศ เพื่อลดผลกระทบจากภาษีนำเข้าและข้อจำกัดทางการค้า

CC : PVTIME

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วิศวกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Energy Engineeringผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วิศวกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Energy Engineering:

ทางลัด

แชร์