ยางรถยนต์ ราคาถูก คุณภาพทุกยี่ห้อ จัดส่งฟรี

ยางรถยนต์ ราคาถูก คุณภาพทุกยี่ห้อ จัดส่งฟรี ..!!
จัดจำหน่ายยางรถยนต์คุณภาพ

05/02/2021

เรียนลุกค้า ทุกท่าน ที่ติดตามเพจ
ทางเราได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไหม ของทางร้านของเรา
เป้น READYQUICK แล้ว
ขอเรียนเชิญทุกท่าน ติดตามเราได้ที่
https://www.facebook.com/Readyquick-101344025281037
และขอขอบคุณทุกท่าน ที่ใช้บริการเราเสมอมาครับ

ช่องทางสอบถามและสั่งซื้อเพิ่มเติม
คลิก >> linktr.ee/Readyquickonline

พบกับโปรโมชั่นใหม่   ยางรถยนต์ DEESTONE  ปี2020  ราคาพิเศษ...จนโควิด-19... ยังตกใจกลัว........กดติดตาม ได้ที่  เพจ  Read...
15/01/2021

พบกับโปรโมชั่นใหม่ ยางรถยนต์ DEESTONE ปี2020 ราคาพิเศษ...จนโควิด-19... ยังตกใจกลัว........
กดติดตาม ได้ที่ เพจ ReadyQuick
https://www.facebook.com/Readyquick-101344025281037

วันนี้ แอด มีข้อมูลใหม่จะมาบอกให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ เกี่ยวกับสติกเกอร์ที่ติดข้างยางรถยนต์ทุกเส้นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นส...
04/11/2020

วันนี้ แอด มีข้อมูลใหม่จะมาบอกให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ เกี่ยวกับสติกเกอร์ที่ติดข้างยางรถยนต์ทุกเส้นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสติ๊กเกอร์ที่ระบุเกี่ยวกับเกรดมาตรฐาน ความประหยัดน้ำมัน ระยะเบรกบนถนนเปียก และระดับเสียงอยู่ในเกณฑ์ ซึ่งจริงๆ แล้วสติกเกอร์นี้เป็นสติกเกอร์มาตรฐานของยางที่จัดจำหน่ายในยุโรป หรือ EU Standard นั่นเอง ส่วนจะมีรายละเอียดอย่างไรนั้น เดี๋ยวไทร์บิดจะมาอธิบายให้ฟังครับว่าความหมายของสัญลักษณ์ทั้ง 3 อย่างคืออะไรบ้าง

สัญลักษณ์ใหม่ที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อยางเส้นใหม่

1. ความประหยัดน้ำมัน
สำหรับการวัดความประหยัดน้ำมันของยางรถยนต์ โดยมาตรฐานจะวัดจากแรงต้านทานการหมุนของยางครับ งงใช่ไหมครับว่า แรงต้านทานการหมุนคืออะไร ไทร์บิดจะขออธิบายลงลึกอีกนิดครับ แรงต้านทานการหมุนนั้นจะเกิดขึ้นได้เมื่อหน้ายางสัมผัสกับพื้นผิวถนนแล้วมีความสามารถในการยึดเกาะถนน หรือ เนื้อยางมีการคืนตัวได้ดีแค่ไหน ถ้ายางรถยนต์มีแรงต้านทานการหมุนเยอะ นั่นหมายถึงยางรถยนต์มีความสามารถในการเกาะถนนดี แต่หากมีแรงต้านทานการหมุนน้อย ย่อมส่งผลในการเกาะถนนที่น้อยลงตามลำดับครับ ซึ่งการเกาะถนนมากน้อยนั้นก็จะส่งผลต่อเรื่องการกินน้ำมันนั่นเอง ยิ่งเกาะถนนมาก ก็ส่งผลให้รถกินน้ำมันมาก แต่ถ้าเกาะถนนทั่วไป การกินน้ำมันก็จะน้อยตามลงไปครับ

โดยสติ๊กเกอร์จะแสดงเกรดในการประหยัดน้ำมัน มีตั้งแต่เกรด A ถึง G ซึ่งเกรด A คือเกรดที่ดีที่สุด ความแตกต่างการกินน้ำมันจะอยู่ที่ 5% ครับผม แต่ยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะอยู่ในเกรดกลางๆ คือเกรด E ซึ่งจะทำให้ยางรถยนต์ยึดเกาะถนนดีและประหยัดน้ำมันด้วยครับ

2. ระยะเบรกบนถนนเปียก
ส่วนมากแล้วปัญหาการใช้งานรถยนต์ส่วนใหญ่เกิดจากร่องรีดน้ำระบายน้ำออกจากหน้ายางได้ช้า และอีกอย่างคือดอกยางไม่สามารถตัดฟิลม์น้ำ เพื่อทำให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนได้ทันท่วงทีขณะขับรถบนถนนเปียก ซึ่งสองสิ่งนี้จะส่งผลต่อเรื่องระยะเบรกเป็นอย่างมากครับ ถ้ายางรถยนต์รุ่นไหนทำได้ดี จะทำให้ระยะเบรกบนถนนเปียกดีตามไปด้วย

เกรดมาตรฐานที่แสดงบนสติกเกอร์จะมีเกรดตั้งแต่ A-F ซึ่งเกรด A คือเกรดที่ดีที่สุด มีระยะเบรกที่สั้นที่สุดตามมาตรฐาน โดยความแตกต่างระยะเบรกบนถนนเปียกเทียบกับเกรด F ห่างกันอยู่ที่ 18 เมตร

3. เรื่องของเสียง
ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องของเสียงครับ ซึ่งจะมีระดับมาตรฐานอยู่ 3 ลำดับด้วยกัน โดยแบ่งเป็น 3 ขีดลำดับเสียง ลำดับเสียงที่อยู่ในมาตรฐานคือลำดับเสียงที่มี 2 ขีดครับ ส่วนกรณีที่มีแค่ขีดเดียวคือมีระดับเดซิเบลต่ำกว่ามาตรฐาน และ ถ้ามีสามขีดคือสูงกว่ามาตรฐานครับ ซึ่งเพื่อนๆ สามารถใช้ข้อมูลนี้เปรียบเทียบได้เลยว่ายางรถยนต์รุ่นไหนเสียงเงียบที่สุด

ซึ่งทางไทร์บิดเคยสังเกตมา ถ้าอย่าง Michelin Primacy 4 ได้ขีดเดียวต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ถ้าเป็นยางสปอร์ตอย่าง Michelin Pilot sport 4 หรือ Bridgestone RE003 จะอยู่ในระดับ 2 ขีดซึ่งอยู่ในมาตรฐานเช่นกันครับ
ส่วนสุดท้ายเป็นเรื่อง Tyre Class ซึ่งเป็นประเภทยางที่ใช้สำหรับรถประเภทไหน โดยส่วนมากจะเป็นยาง C1 ซึ่งเหมาะสมสำหรับรถเก๋ง รถ SUV และ รถกระบะ ครับ แต่ถ้าเป็น C2 ก็เป็นกลุ่มยางประเภทรถของรถบรรทุกครับ

และนี่ก็คือเกร็ดความรู้ใหม่ๆ ที่ทางแอดอยากจะแนะนำเพื่อนๆ กันครับ เพราะเรามองว่าความรู้เกี่ยวกับยางรถยนต์เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคควรรู้เป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบันไม่มีอะไรที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่างยางรถยนต์ยี่ห้อ A B C รุ่น A B C ว่ามีความแตกต่างกันยังไงบ้าง แต่พอมีสติกเกอร์ EU Standard ที่ติดมากับยางแบบนี้ ก็จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อยางรถยนต์ได้ง่ายขึ้น

อีกอย่างที่ทางแอดอยากให้เพื่อนๆ คิดว่า การซื้อยางรถยนต์นั้นเป็นการลงทุนระยะยาว และเป็นการลงทุนเกี่ยวกับความปลอดภัย ถ้าเราซื้อยางในราคาที่เหมาะสมและตรงกับการใช้งานถือว่าเป็นการซื้อที่คุ้มค่ามากที่สุด ไม่อยากให้เพื่อนๆ มองแต่เรื่องราคาถูกหรือโปรโมชั่นเป็นหลักครับ
แต่หากเพื่อนๆ อยากได้คำแนะนำเรื่องการใช้ยางรถยนต์ หรือไม่รู้ว่าจะเลือกยางรุ่นไหนที่เหมาะสมกับรถและการใช้งาน สามารถสอบถามได้ครับ

วันนี้แอด.. จะมาเสนอวิธีการดูแลรักาายางรถยนต์นะครับการดูแลรักษายางรถยนต์ ด้วยการหมั่นดูแลรักษายางรถยนต์ของท่านเป็นประจำ ...
03/11/2020

วันนี้แอด.. จะมาเสนอวิธีการดูแลรักาายางรถยนต์นะครับ
การดูแลรักษายางรถยนต์


ด้วยการหมั่นดูแลรักษายางรถยนต์ของท่านเป็นประจำ ยางของท่านจะใช้ต่อไปได้จนถึงวันที่ควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่

ยางจะค่อยๆสึกหรอ

ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะพิจารณาได้ว่าจุดใดเป็นจุดที่สมรรถนะของยางเสื่อมที่จะทำให้ท่านเกิดความกังวลใจ

ถ้าหากรถของท่านไม่เลี้ยวหรือวิ่งบนถนนที่เปียกไม่ดีดังเช่นที่เคยเป็นเหมือนเมื่อก่อน หรือกว่าจะเบรกต้องใช้เวลานาน

หรือมีการสั่นสะเทือนมาก ท่านอาจจะต้องแก้ไขโดยการสับยาง ถ่วงล้อ หรือตั้งศูนย์

หรืออาจถึงเวลาที่ท่านจะต้องเปลี่ยนยางใหม่ก็ได้
คำแนะนำเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับการบำรุงรักษายางที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง
และเมื่อใดควรจะถึงเวลาที่จะต้องส่งยางรถยนต์ หรือไปที่ศูนย์บริการเพื่อบำรุงรักษา



การรักษาระดับความดันลมยางอย่างถูกต้อง
จงทำให้เกิดเป็นนิสัยประจำในการตรวจสอบความดันลมยาง (ทุกๆ 2-4 สัปดาห์)
เนื่องจากยางที่สูบลมโดยมีความดันลมยางที่ถูกต้องจะช่วยให้ท่านขับขี่ได้อย่างปลอดภัย
และทำให้อายุการใช้งานยางรถยนต์ยาวนานกว่าปกติ

หมั่นตรวจสอบความดันลมยางเป็นประจำ

แม้ว่าโดยเงื่อนไขแห่งหลักการ ยางรถยนต์จะเสียความดันในอัตราประมาณ 0.69 บาร์ (Bar) หรือ 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (psi)
ต่อเดือน แต่อัตราดังกล่าวนั้นจะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น
ขอให้ท่านหมั่นตรวจสอบความดันลมยางรถยนต์ของท่านอย่างน้อยที่สุดเดือนละครั้งและดูดอกยางโดยละเอียดถี่ถ้วนเมื่อท่านต
รวจสอบยาง ท่านจะเห็นคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องความดันลมยางในคู่มือรถยนต์ของท่านหรือแก้มของยาง

ควรทำอย่างไรในการตรวจสอบความดันลมยางรถยนต์ของท่าน

ซื้อเกจวัดความดันยางหรือใช้เกจวัดความดันยางที่จุดบริการใกล้บ้านท่าน
ก่อนอื่น ในตอนเช้าหรือเมื่อยางรถยนต์ของท่านเย็น จงตรวจสอบยาง
เพราะขณะขับขี่รถยนต์ยางจะร้อนซึ่งจะทำให้การตรวจสอบลมยางไม่เที่ยงตรง
คลายวาล์วหัวสูบลม(valve) และเสียบเกจวัดบนวาล์วสูบยาง ถ้ามีเสียงฟู่สั้นๆถือว่ายางปกติ
อ่านเกจวัดความดันลมยางแล้วนำมาเปรียบเทียบกับความดันลมยางรถยนต์ของท่านที่เป็น bar หรือ psi ซึ่งได้รับการแนะนำให้ใช้ แต่จงใช้ bar ก่อน
ปรับความดันลมยางรถยนต์ของท่านด้วยอุปกรณ์อัดลมประจำบ้านหรือสูบยางที่อู่รถใกล้บ้านท่าน
ตรวจสอบความดันลมยางของท่านอีกครั้งด้วยเกจวัดและเปรียบเทียบกับข้อกำหนดเฉพาะของผู้ผลิต
ปิดฝาวาล์วสูบยาง แต่ละล้อ
จงมั่นใจว่ายางแต่ละเส้นได้รับการตรวจสอบ ถ้าความดันลมยางต่ำเกินไป
นั่นหมายว่าถึงเวลาที่ท่านจะต้องให้อู่ที่ท่านใช้บริการตรวจสอบได้แล้ว
ยางรถยนต์ของท่านอาจมีลมซึมออกช้าๆโดยมีสาเหตุเนื่องมาจากขนาดของขอบยางไม่ถูกต้องหรือลิ้นท่อยางผิดขนาด



การสลับยางรถยนต์ของท่าน
จงมั่นใจว่ายางรถยนต์ของท่านสึกเสมอกันทุกล้อ โดยการสลับยางทุกๆ 10,000 ถึง 12,000 กม. หรือทุกหกเดือน
การสลับยางจะทำให้ยางรถยนต์ของท่านทั้งชุดสึกหรอเท่ากัน
ถึงแม้ว่าการสลับยางจะช่วยยืดอายุยางของท่านและเกิดการบังคับและแรงฉุดที่สมดุลได้
แต่การสลับยางยังสามารถช่วยท่านได้ในการบังคับโดยง่ายดายและสะดวกสบายขึ้น
น่าจะเป็นความคิดที่ดีถ้าจะมีการสลับยางทุกๆครั้งของการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องครั้งที่สอง



ทำไมท่านจึงควรสลับยาง โดยปกติ ยางล้อหน้ารถยนต์ของท่านจะสึกเร็วกว่ายางล้อหลัง ถ้าหากท่านสลับตำแหน่งยางบ่อยๆ จะช่วยให้ยางสึกเท่ากันและดอกยางจะมีอายุการใช้งานนานที่สุด
สิ่งที่ควรจดจำที่คุ้มค่ามากคือการสลับยางไม่สามารถแก้ปัญหาการสึกหรอของยางได้ถ้าหากความดันลมยางไม่ถูกต้อง

บ่อยครั้งเพียงใดที่ต้องสลับยาง

เป็นความคิดที่ดีถ้าหากท่านจะสลับยางรถยนต์ของท่านทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องครั้งที่สอง (หรือคร่าวๆประมาณ 10,000 ถึง 12,000 กม.) ถ้าหากท่านขับรถเร็ว บรรทุกของหนัก หรือวิ่งรถระยะทางไกลๆ
ท่านอาจจะต้องสลับยางบ่อยๆเป็นพิเศษ ท่านควรสลับยางให้เร็วที่สุดที่สามารถทำได้เมื่อสังเกตเห็นว่ายางสึกไม่เท่ากัน ถ้ายางปล่อยเสียงดังหึ่งๆขณะขับขี่รถบนถนนเรียบ นั่นอาจหมายถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องสลับยาง

ผมจะสลับยางด้วยตนเองได้หรือไม่ ด้วยสาเหตุเพราะว่า

การการสลับยางนั้นเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากจะต้องทำโดยถูกต้องสมบูรณ์

เราจึงใคร่ขอแนะนำให้ท่านใช้บริการของผู้ค้าของท่านหรืออู่รถที่เป็นมืออาชีพดำเนินการแทน อย่างไรก็ตาม
ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากลำบากเลยเมื่อท่านจะดำเนินการด้วยตนเอง
แต่กลับจะเป็นสิ่งดีที่ท่านอาจจะได้ความคิดและความเข้าใจจากการทำด้วยตนเอง
เป็นความคิดที่ดีที่ท่านสามารถเข้าใจว่าการสลับยางควรทำอย่างไรถึงแม้ว่าท่านจะให้มืออาชีพดำเนินการแทน
ถ้าทำด้วยตนเองท่านก็ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือพิเศษ เพียงแต่มีสถานที่และมีเวลาเพียงสองสามชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว
ท่านจะต้องตรวจสอบจากคู่มือเจ้าของรถยนต์ของท่านเป็นประจำเสมอๆสำหรับคำแนะนำที่ให้โดยผู้ผลิตรถยนต์ของท่าน
เราขอแนะนำท่านให้ปฏิบัติในการสลับยางรถยนต์ของท่านตามรูปแบบดังกล่าวข้างล่างนี้
ท่านควรสลับล้อหน้าไปล้อหลังเฉพาะเมื่อขนาดของยางทั้งหมดเป็นขนาดเดียวกัน (แบบ A-D)
ขนาดของยางและล้อของรถยนต์บางประเภทไม่เท่ากัน โดยยางล้อหน้าจะแตกต่างจากเพลาหลัง ในกรณีนี้
ขอแนะนำให้ท่านใช้การสลับแบบ E (ถ้าหากใช้ยางรถยนต์ที่ไม่มีเครื่องหมายบอกทิศทาง)
เมื่อสลับยางที่มีดอกยางบอกเครื่องหมายบอกทิศทาง จงหมั่นสังเกตดูลูกศรที่พิมพ์ติดด้านข้างผนังยางเสมอๆ
ลูกศรเหล่านี้จะบอกทิศทางการเลี้ยวของยางซึ่งท่านจะต้องให้ความเอาใจใส่ด้วยความระมัดระวัง
ในกรณีของยางที่มีขนาดเดียวกันซึ่งเป็นยางที่มีเครื่องหมายบอกทิศทาง ท่านสามารถสลับยางตามแบบ A ได้
ยานพาหนะที่ใช้ยางหรือล้อประเภทบอกทิศทางซึ่งมีขนาดต่างกันและยางชุดล้อหน้ากับล้อหลังก็แตกต่างกันแต่มีเครื่องหมายบ
อกทิศทาง จำเป็นต้องถอดยางออกใส่คืน และถ่วงใหม่เพื่อให้การสลับยางทำอย่างถูกต้องสมบูรณ์
จงหมั่นตรวจสอบจากคู่มือของรถยนต์ของท่านเป็นประจำเสมอ

หมั่นตรวจสอบดอกยางรถยนต์ของท่าน
สภาพดอกยางรถยนต์ของท่านเป็นสิ่งบ่งชี้ประการหนึ่งของความสมบูรณ์ของสภาพรถยนต์
การตรวจสอบยางทั้งสี่ล้อเป็นประจำจะช่วยให้ท่านสามารถวินิจฉัยปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ซึ่งท่านอาจจะต้องใช้บริการมืออาชีพช่ว
ย จงตรวจสอบยางของท่านอย่างน้อยเดือนละครั้ง และก่อนหรือหลังการเดินทางที่ยาวนาน

สัญญาณที่ท่านต้องมองหา
ตัวชี้วัดความสึกของดอกยาง ตัวชี้วัดนี้ออกแบบให้มองเห็นได้ชัดเมื่อดอกยางรถยนต์ของท่านสึก
ถ้าแท่งบอกการสึกของดอกยางปรากฏให้เห็น ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องเปลี่ยนยางชุดใหม่
ถ้าท่านไม่มั่นใจว่าแท่งบอกการสึกของดอกยางอยู่ ณ ตำแหน่งใด ให้ท่านดูเครื่องหมายบนแก้มของยาง
เกจวัดความลึกยางของท่านจะบอกการสึกของดอกยางได้ ความลึกของดอกยางอย่างน้อยที่สุดควรจะอยู่ระหว่าง 2-3 มม.
เป็นความคิดที่ดีหากท่านจะซื้อเกจวัดความลึกดอกยางราคาถูกๆไว้ใช้ในการตรวจสอบว่ายางรถยนต์ของท่านได้มาตรฐานขั้นต่ำ
หรือไม่ ท่านต้องมั่นใจว่าท่านได้วัดทั้งภายในและภายนอกของดอกยาง
วัตถุชิ้นเล็กๆที่ติดในดอกยาง ไม่ใช่เป็นสิ่งผิดปกติที่จะมีวัตถุชิ้นเล็กๆติดในดอกยาง ถ้าติดในร่องดอกยาง
จงแคะเอาวัตถุนั้นออกด้วยความระมัดระวังโดยมั่นใจว่าจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ยาง
ถ้าหากท่านเห็นว่ามีวัตถุที่ทิ่มผ่านยางเช่นตะปู ท่านไม่ต้องทำอะไรและไม่ต้องถอนตะปูออกจนกว่านำรถของท่านถึงอู่
มิฉะนั้นท่านยางรถของท่านจะแบน

ยางรถจะสึกด้านนอก ถ้าหากท่านสังเกตเห็นว่ายางของท่านสึกที่ขอบทั้งสองด้าน
ท่านอาจจะต้องสูบลมให้ยางพองหรือตรวจสอบว่ายางรั่วหรือไม่ ยางจะเสียลมโดยธรรมชาติ
แต่การขับขี่รถยางอ่อนรถจะกินน้ำมันและมีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้ท่านเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น
ท่านต้องแน่ใจว่าท่านตรวจสอบความดันลมยางเป็นประจำ ถ้าหากท่านสังเกตเห็นว่าเฉพาะยางล้อหน้าเท่านั้นที่สึกที่ขอบ
ยางอาจจะทำให้ท่านเข้าโค้งหรือมุมเร็วมาก

การสึกหรอที่ศูนย์กลางดอกยาง ถ้าหากศูนย์กลางของดอกยางสึกหรอมากกว่าขอบด้านนอก
อาจเป็นเพราะท่านสูบลมจนยางพองมากเกินไป ยางที่พองลมมากเกินไปนั้นจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ยางระเบิดได้
จงตรวจสอบข้อกำหนดของผู้ผลิต ใช้เกจวัดความดันลมยาง และแล้วปล่อยลมออกจนอยู่ในระดับตามคำแนะนำ
การสึกหรอที่ไม่เท่ากันทั่วในยางเส้นเดียวกัน
ลักษณะการสึกหรอของดอกยางรถยนต์ของท่านสามารถเตือนท่านให้ทราบได้ว่ามีปัญหา ณ ที่อื่นใดในรถของท่าน
ถ้าหากท่านสังเกตเห็นว่ามีแผ่นของความสึกหรอที่ไม่เท่ากันหรือมีจุดโล้น ท่านอาจจะต้องถ่วงล้อ หรือตั้งศูนย์
บางครั้งจุดโล้นอาจบ่งชี้ได้ว่าอุปกรณ์กันสะเทือนสึกหรอ ท่านต้องปรึกษากับมืออาชีพ

การสึกหรอที่ไม่เท่ากันทั่วทั้งรอยยาง อัตราการสึกหรอในยางรถของท่านจะไม่เท่ากัน ด้านหน้ารถมีเครื่องยนต์
ทำหน้าที่ขับเคลื่อนรถเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นยางล้อหน้ารถของท่านจะสึกเร็วกว่า ถ้าท่านเห็นว่ายางนั้นสึกมากกว่าปกติ
ท่านควรตรวจสอบแหนบรถ ถ้าหากยางด้านหนึ่งสึกมากกว่าอีกด้านหนึ่ง ก็อาจจะถึงเวลาที่ท่านคงต้องตั้งศูนย์ยางใหม่

ลักษณะฟันเลื่อยบนขอบยาง ถ้าหากท่านสังเกตเห็นว่ายางรถยนต์ของท่านมีลักษณะเป็นฟันเลื่อยหรือคล้ายขนนกรอบๆขอบยาง
สาเหตุน่าจะเกิดจากยางถูกับถนนตามธรรมชาติ สัญญาณดังกล่าวอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าท่านคงต้องตั้งศูนย์ล้อใหม่



การเปลี่ยนยาง
การตรวจและบำรุงรักษายางเป็นประจำจะช่วยยืดอายุยางได้ แต่ยางทั้งหมดก็ต้องสึกหรอไปตามกาลเวลา
อายุของยางจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยการขับขี่รถของท่าน ภูมิอากาศของสถานที่ที่ท่านพักอาศัยอยู่
และการบำรุงรักษายางของท่านดีเพียงใด ยางทั้งหมดย่อมมีการสึกและเสียหายและต้องเปลี่ยนในท้ายที่สุด

ดอกยางสึก ถึงแม้ว่าท่านจะบำรุงรักษายางรถยนต์ของท่านอย่างดีที่สุด เมื่อถึงกาลเวลาดอกยางก็จะสึก
ยางส่วนใหญ่จะมีแท่งบอกการสึกของดอกยาง
แท่งเหล่านี้ซึ่งเป็นยางแข็งจะปรากฏให้เห็นบนยางเมื่อความลึกของดอกยางอันตรธานไปเกินกว่าขีดจำกัดที่จะขับขี่รถได้อย่างปลอดภัย ซึ่งโดยทั่วจะอยู่ที่ 1.6 มม.
ท่านควรตรวจสอบดอกยางที่สึกไม่เท่ากันด้วยที่อาจสามารถบ่งชี้ปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับยางและรถยนต์ของท่านได้

รอยแตกที่มองเห็นได้ จงตรวจสอบแก้มของยางและดอกยางที่อาจมีรอยแตก
ถ้าหากท่านสังเกตเห็นว่ามีรอยแตกเล็กๆในแก้มของยางที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “รอยเส้นแตกร่างแห (Crazing)”
นั่นหมายความว่าถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องเปลี่ยนยาง
แก้มของยางจะไม่หนามากและรอยแตกบนแก้มยางจะเป็นสาเหตุให้ท่านไม่สามารถใช้ยางต่อไปอีกได้
ท่านควรตรวจสอบดอกยาง ไหล่ยาง แก้มยางด้วยว่ามีฟองอากาศ ตุ่มพอง รอยตัด หรือรอยแตกหรือไม่
สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณบอกท่านทั้งสิ้นว่าท่านจะต้องเปลี่ยนยางใหม่แม้ว่ายางจะยังคงไม่สึกจากการใช้งานก็ตาม
เมื่อซื้อยางใหม่เพื่อเปลี่ยนถือว่าเป็นความคิดที่ดีถ้าหากท่านจะเปลี่ยนทั้งสี่ล้อพร้อมกัน แต่ถ้าหากท่านซื้อเพียงสองเส้น
จงมั่นใจว่ายางทั้งสองเส้นนั้นใช้เข้ากันได้กับยางที่สึกแล้วเป็นบางส่วน
และนำไปเปลี่ยนเป็นยางล้อหลังซึ่งจะทำให้เกิดแรงฉุดและรถมีเสถียรภาพดีกว่าขณะที่ท่านขับขี่

trick or treat.!!!!!!........ สุขสันต์วันลอยกระทงจร้า ...แอด ขอให้ทุกท่านมีความสุขในวันลอยกระทง...ลอยทุกษ์...ลอยโศก.... ...
31/10/2020

trick or treat.!!!!!!........ สุขสันต์วันลอยกระทงจร้า ...แอด ขอให้ทุกท่านมีความสุขในวันลอยกระทง...ลอยทุกษ์...ลอยโศก.... ขอขมาพระแม่คงคา.. ในสิ่งที่เราล่วงเกินทานไป..... ท่านไหนไปPARTY และอย่าลืมดูแล ตัวเอง ด้วยนะจร้า....เมาไม่ขับกลับ รถเพื่อนนะจร้า.........ท่านไหนขับรถไปเอง อย่าลืมตรวจสภาพก่อนขับขี่นะครับ...แอดเป็นห่วงลุกเพจทุกท่าน ครับ ...

วันนี้แอดจิมาบอกกับการตรวจเช็ครถก่อนไปเที่ยวกันนะครับ...8 จุดตรวจก่อนออก...เริ่ม เลยนะครับจุดที่ 1 ตรวจเช็คแบตเตอรี่หัวใ...
30/10/2020

วันนี้แอดจิมาบอกกับการตรวจเช็ครถก่อนไปเที่ยวกันนะครับ...8 จุดตรวจก่อนออก...
เริ่ม เลยนะครับ

จุดที่ 1 ตรวจเช็คแบตเตอรี่

หัวใจหลักของการสตาร์ทเครื่องยนต์คือแบตเตอรี่ ตรวจดูสภาพของแบตเตอรี่ ว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ หมั่นตรวจเช็คทำความสะอาดคราบขี้เกลือที่ขั้วแบต เช็คระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนด ตรวจสอบความแน่นของขั้วแบต และฉนวนหุ้มสาย

จุดที่ 2 ล้อและยางรถยนต์

เป็นอีกจุดที่สำคัญมากๆ เพราะอุบัติเหตุส่วนหนึ่งบนท้องถนน เกิดจากยางระเบิดขณะขับขี่ ดังนั้นยางที่ดีต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ไม่รั่ว ไม่ซึม ไม่แตกลายงา มีดอกยางเพียงพอ เติมลมยางตามที่คู่มือประจำรถกำหนด ส่วนล้อก็ควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่คด ไม่เบี้ยว และที่สำคัญ อย่าลืมเช็คน็อตล้อด้วยนะครับ ว่าขันแน่นหรือเปล่า

จุดที่ 3 เช็คช่วงล่าง

ตรวจเช็คด้วยการลองขับบนถนนเรียบทางตรง โดยสังเกตพวงมาลัยว่าตรงหรือไม่ หากพวงมาลัยไม่ตรงก็จัดการนำรถไปตั้งศูนย์ใหม่ พวกชิ้นส่วนต่างๆของช่วงล่าง เช่นลูกหมาก หากขับทางขรุขระแล้วมีเสียงกุกกัก ก็รีบให้ช่างแก้ไขโดยด่วน โช้คก็เช่นกัน ตรวจเช็คคราบน้ำมันบริเวณแกนโช้ค ว่ารั่วหรือไม่ เพราะระบบช่วงล่างทั้งหมดมีผลต่อการทรงตัวขณะขับขี่

จุดที่ 4 เช็คระดับน้ำมันเบรก และ ระบบเบรก

หลายท่านเข้าใจว่าหากน้ำมันเบรกหาย เราต้องเติมน้ำมันเบรกเพื่อให้อยู่ในระดับปริมาณที่พอดี แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าระบบเบรกความเป็นจริงแล้วคือระบบปิด ความหมายก็คือน้ำมันเบรกจะอยู่แต่ภายในระบบเบรก จะไม่มีการละเหยเหมือนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งแน่นอนว่าถ้าผ้าเบรกไม่สึก หรือถ้าไม่มีจุดไหนรั่ว น้ำมันเบรกจะไม่สามารถหายไปได้ง่ายๆ ดังนั้นหากรถเราน้ำมันเบรกหาย อย่าเพิ่งเติมครับ เราต้องหาสาเหตุให้ได้ก่อนว่าน้ำมันเบรกหายไปได้อย่างไร

จุดที่ 5 เช็คระบบไฟส่องสว่าง

ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย ไฟตัดหมอก ไฟเลี้ยว และไฟฉุกเฉิน จะต้องใช้งานได้ครบทุกจุด แสงสว่างจะต้องคมชัด ไม่มัว ยิ่งเดินทางในช่วงกลางคืนระบบไฟส่องสว่างถือว่าจำเป็นมากในการเดินทาง

จุดที่ 6 น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องถือเป็นสิ่งที่จำเป็นของระบบกลไกต่างๆในเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องที่ดี จะต้องผ่านการใช้งานไม่เกินระยะทางที่คู่มือกำหนด ระดับน้ำมันเครื่องจะต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งเราสามารถตรวจเช็คได้จากก้านวัดน้ำมันเครื่อง และขณะเดินทางควรมีน้ำมันเครื่องสำรองติดรถไว้อย่างน้อย 1 ลิตร เผื่อได้ใช้ในยามฉุกเฉิน

จุดที่ 7 เช็คหม้อน้ำ ท่อยาง และ ระบบหล่อเย็น

ระบบระบายความร้อน ถือเป็นอีกหัวใจหลักของเครื่องยนต์ เพราะด้วยความร้อนสะสมในขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน บวกกับอุณหภูมิภายนอกที่ร้อน หากระบบระบายความร้อนไม่ดีหรือมีปัญหา อาจทำให้เครื่องยนต์น็อคได้ ดังนั้นเราควรเช็คระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อพักและหม้อน้ำ เช็คการทำงานของพัดลมหม้อน้ำและมอเตอร์ ตรวจสอบรอยรั่วของหม้อน้ำ ท่อยาง และข้อต่อต่างๆ หากตรวจพบว่ามีน้ำไหลซึม ควรรีบแก้ไขโดยด่วน

จุดที่ 8 ชุดเครื่องมือประจำรถ

เช่น ล้อ-ยางอะไหล่ ,แม่แรง ,ชุดเครื่องมือในการถอดล้อ ,ที่เติมลมฉุกเฉิน ,สายพ่วงแบต ,สายลากรถ ,ไฟฉาย ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ควรมีติดรถเอาไว้ จะได้อุ่นใจยามเดินทาง มีแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มีนะครับ

และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นนะครับ รถก็เหมือนคนนั่นแหละครับ ต้องการการดูแลใส่ใจ หากพบอะไรผิดปกติ อย่ารีรอที่จะแก้ไข เพื่อความปลอดภัยต่อตัวเราเองและเพื่อนร่วมทางทุกๆคน และที่สำคัญ

“ขับรถไม่ประมาทนะครับ เพราะคนที่บ้านกำลังรอคุณอยู่”

วันนี้แอดจิมา... แจ้งปัญหา หลักๆๆสำหรับยางรถยนต์  ให้ทราบกันนะครับ ..1. อายุของ “ยางรถยนต์” ไม่ควรเกิน 2 ปี…จริงไหม ?“ไม...
28/10/2020

วันนี้แอดจิมา... แจ้งปัญหา หลักๆๆสำหรับยางรถยนต์ ให้ทราบกันนะครับ
..1. อายุของ “ยางรถยนต์” ไม่ควรเกิน 2 ปี…จริงไหม ?
“ไม่จริง” อายุการใช้งานของยางนับตั้งแต่ถูกผลิต อยู่ที่ 6 ปี ซึ่งไม่ถือว่านานไป สำหรับยางที่มีคุณภาพสูงพอ

สิ่งที่บ่งชี้ว่ายางรถยนต์หมดสภาพ และไม่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยมีด้วยกัน 3 อย่าง คือ ความลึกของยาง ความชำรุดที่ส่งผลต่อโครงสร้างของยาง และอายุของยาง ถ้ายางของคุณไม่เข้าข่ายนี้ ก็ไม่ต้องกังวลไป แม้ใช้งานมาหลายหมื่นกิโลเมตรแล้วก็ตาม

หลายคนสงสัยว่า ยางรถยนต์ของเราความจริงแล้ว ตั้งแต่สัมผัสพื้นถนนสามารถใช้งานได้กี่ปีกันแน่ เพราะเคยถามร้านยาง ช่าง หรือเจ้าของอู่ ก็ได้คำตอบคล้ายๆ กันว่า “ไม่ควรใช้เกิน 2 ปี” ก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว ความจริงเรื่องนี้ล้วนมีผลประโยชน์ ต่อการขายยางใหม่เข้ามาเกี่ยวด้วย ผู้ที่มีสำนึกด้านความปลอดภัย จึงเชื่อกันสนิทใจ ว่าเป็นความจริง
สิ่งที่กำหนดว่า “ยาง” ของรถ ไม่ควรถูกใช้งานอีกต่อไป มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่าง อย่างแรก คือ “ความลึกของดอกยาง” สิ่งนี้มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยเมื่อขับบนถนนเปียก เพราะต้องช่วยรีดน้ำ เพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับผิวถนนได้ดี ค่าที่เหมาะสมทางเทคนิค คือ ไม่ควรต่ำกว่า 3 มม. และความลึกของดอกยางใหม่เอี่ยมจะอยู่ประมาณ 8-9 มม.
สิ่งที่ 2 ที่กำหนดว่ายางหมดอายุ ที่จะใช้งานได้อย่างปลอดภัย คือ “ความชำรุดที่ส่งผลถึงโครงสร้างของยาง” เช่น ถูกของมีคมบาดเป็นแผลใหญ่ หรือโครงสร้างช้ำจากการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ปีนขอบทางเท้าอย่างแรง จนขอบกระทะล้อชำรุด ซึ่งหมายความว่า โครงสร้างของหน้ายางโดยเฉพาะแก้มยางต้องบอบช้ำมากอย่างแน่นอน หรือถูก “บด” จากการขับโดยไม่มีลมยางในระยะทางไกล ลักษณะเช่นนี้แสดงว่า ไม่สามารถใช้งานต่อได้อย่างปลอดภัย
สิ่งสุดท้าย ที่บ่งชี้ว่ายางหมดสภาพที่จะใช้งานได้อย่างปลอดภัย คือ “อายุของยาง” ถ้านับตั้งแต่ถูกผลิต ไม่ควรเกิน 6 ปี ซึ่งระยะเวลานี้ไม่ถือว่านานมากสำหรับยางที่มีคุณภาพสูงพอ
ถ้ายางรถของคุณไม่เข้าข่ายที่จะหมดสภาพใช้งาน ก็ไม่ต้องกังวลไปครับ ว่าจะใช้มากี่หมื่นกิโลเมตรแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ยางของคุณมีอายุเกือบ 4 ปี ใช้ไปแล้วเกือบ 50,000 กิโลเมตร แต่ยังเหลือดอกยางเกือบ 5 มม. เพราะศูนย์ล้อของรถคุณถูกต้อง ยางจึงสึกช้า ก็ไม่ต้องรีบเปลี่ยนใหม่ให้เปลืองเงิน ใช้ต่อไปอีกได้ จนกว่าหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งจะบ่งชี้ว่าหมดสภาพการใช้งานครับ

2. เปลี่ยนยางใหม่ 2 เส้น ควรใส่ล้อหลัง…จริงไหม ?

“จริง” เพราะยางใหม่มีโอกาสระเบิดน้อยกว่ายางเก่า

หากยางหลังเกิดระเบิด รถจะเสียการทรงตัวมากกว่ายางหน้าระเบิด รถจะสะบัดหมุนในระดับที่ ผู้ขับมีฝีมือ ก็ยังแก้ไขไม่ได้ เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่หากยางหน้าระเบิด การประคองไม่ให้รถเสียการทรงตัว ทำได้ง่ายกว่ามาก

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนยางใหม่เพียงแค่ 2 เส้น ให้เอายางที่ใหม่กว่าไปไว้ที่ล้อหน้าเสมอ เราไปทำความเข้าใจเรื่องนี้กัน
เรารู้จากจิตสำนึกมาตลอดว่า ถ้าหากดอกยางเริ่มตื้นขึ้น (ดอกเริ่มโล้น) เวลาเจอแอ่งน้ำบนถนน รถจะลื่นขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ เพราะถ้ารีดน้ำไม่ทันตอนวิ่งเร็ว หน้ายางจะไม่สัมผัสกับผิวถนน ยางจึงเกาะถนนไม่ได้ แต่การที่ดอกยางตื้นขึ้นก็ไม่ได้แย่เสมอไปครับ ถ้าหากวิ่งอยู่บนถนนที่แห้ง ยางที่ไม่มีร่องดอกยางเลย กลับเกาะถนนดีที่สุด รองลงมา คือ ยางดอกตื้น หรือยางดอกเกือบหมด
ยางดอกตื้น หรือยางดอกเกือบหมด ก็ไม่ได้ระเบิดง่ายเหมือนที่ถูกปลูกฝังกันมาครับ ถ้าจะระเบิดง่าย คงเป็นเพราะความเสื่อมจากอายุมาก เช่น เกิน 10 ปี ดังนั้น ยางดอกเกือบหมด จึงเกิดอันตรายได้จากสาเหตุเดียว คือ “รีดน้ำไม่ทัน” (นึกถึงสกีน้ำ) ใครที่เข้าใจเรื่องนี้ ถ้ายังไม่พร้อมจะเปลี่ยนยางดอกตื้น ก็แค่ขับให้ช้าลงเวลาเจอถนนเปียก ก็ยังปลอดภัยอยู่ แต่หากถึงขนาดโล้นหมดแล้ว ถึงช้าแล้วก็ยังลื่นอยู่แน่นอนครับ
ทั้งหมดที่เกริ่นมานี้เพื่อจะเสริมว่า “ควรเอายางใหม่ไปไว้ที่ล้อหลัง” เนื่องมาจากเหตุผลเดียว คือ “ยางใหม่มีโอกาสระเบิดน้อยกว่ายางเก่า” เพราะถ้าหากยางหลังเกิดระเบิด รถจะเสียการทรงตัวมากกว่ายางหน้าที่ระเบิดมากครับ รถจะสะบัดหมุนในระดับที่ผู้ขับมีฝีมือ ก็ยังแก้ไขไม่ได้ เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่หากยางหน้าระเบิด การประคองไม่ให้รถเสียการทรงตัว ทำได้ง่ายกว่ามาก
ส่วนยางเก่าดอกตื้นควรเอาไว้ล้อไหนดี แอดขอบอกเลยว่าา ให้เอาไปไว้ข้างถังขยะดีที่สุดครับ !..หรือไม่ก็ เอาไปบริจาคทำกระถางต้นไม้...ทำรองเท้า..หรือทำของเล่น..ดีกว่าเอามาใช่ไหมอะ...เชื่อแอดเถอะ แอดเป็นห่วงทุกคนเน้อ.....

3. ดอกยิ่งบาง ยางยิ่งเสี่ยงระเบิด…จริงไหม ?

“ไม่จริง” เพราะดอกยางทำหน้าที่รีดน้ำออกจากล้อเพียงอย่างเดียว ไม่ส่งผลให้เกิดระเบิดได้

ยางรถยนต์ที่ระเบิด ส่วนใหญ่เกิดจากโครงสร้างของยางชำรุด เช่น ลมยางอ่อนกว่ามาตรฐานมาก, ยางเก่าเกินกว่า 6 ปี หรือบรรทุกหนักเกินขีดจำกัดของยาง ส่วนดอกยางทำหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือ ช่วย “รีดน้ำ” บนผิวถนน ให้ทะลักออกทางด้านข้างด้านหน้า และด้านหลังของหน้ายางเท่านั้น

ความจริงแล้วดอกยางทำหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือ ช่วย “รีดน้ำ” บนผิวถนน ให้ทะลักออกทางด้านข้างด้านหน้า และด้านหลังของหน้ายางครับ ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการระเบิดแต่อย่างใด แต่จะส่งผลกระทบต่อการขับขี่เมื่อเจอน้ำขัง พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ “รถจะลื่น” ทันทีที่เหยียบน้ำ แต่จะลื่นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ 2 ตัวแปร คือ ความลึกของดอกยาง กับระดับความลึกของแอ่งน้ำครับ
กลับมาดูสาเหตุที่ทำให้ยางรถของเราระเบิด ส่วนใหญ่เกิดจาก “โครงสร้างของยางชำรุด” จากหลายสาเหตุ เช่น แรงดันลมยางอ่อนหรือต่ำกว่าระดับมาตรฐานมาก แล้วยังฝืนขับรถเร็ว แบบนี้โครงสร้างยางรับภาระหนักที่สุดครับ
ต่อมา คือ ฝืนใช้ยางเก่าที่มีอายุเกินกว่า 6 ปี (นับจากสัปดาห์ที่ผลิต) โดยปกติแล้วยางรถยนต์จะมีอายุการใช้งานประมาณ 6 ปี ถ้าเกินกว่านั้นโครงสร้างจะเริ่มชำรุดเสียหาย
ส่วนสาเหตุสุดท้าย คือ บรรทุกหนักเกินขีดจำกัดของยางจะรับไหว ปกติแล้วในยางที่ได้มาตรฐาน ผู้ผลิตจะบอกความสามารถในการรับน้ำหนักสูงสุดแต่ละล้อมาให้ เราก็เพียงนำค่านั้น มาคูณด้วยจำนวนล้อที่มี ก็จะได้ค่าที่ยางสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดทั้งคัน ถ้ายังฝืนบรรทุกต่อก็ตัวใครตัวมันแล้วครับ
สุดท้ายผมขอฝากวิธีป้องกันปัญหาเหล่านี้ ซึ่งไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เพียงแค่หมั่นตรวจสอบยางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ ในส่วนที่สำคัญ เช่น แรงดันลมยาง, ความลึกของดอกยาง, รวมถึงสลับยางเมื่อถึงเวลา และไม่ควรฝืนใช้ยางที่สภาพไม่ดี หรือมีอายุเกิน 6 ปี เพียงแค่นี้ปัญหาเรื่องยางระเบิด หรือรีดน้ำไม่ดี ก็ไม่เกิดขึ้นแล้วครับ

รีบๆๆกันหน่อยนะครับ   โปรดีแบบนี้
27/10/2020

รีบๆๆกันหน่อยนะครับ โปรดีแบบนี้

ยางรถยนต์หมดอายุดูอย่างไร ยางบางอย่างเดียวบอกได้ไหม     การใช้งานรถยนต์ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่ต้องตระหนัก และให้ความสำคั...
27/10/2020

ยางรถยนต์หมดอายุดูอย่างไร ยางบางอย่างเดียวบอกได้ไหม
การใช้งานรถยนต์ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่ต้องตระหนัก และให้ความสำคัญเลย คงหนีไม่พ้นเรื่องของความปลอดภัย ระบบการทำงานต่างๆ ของรถยนต์ ยิ่งขับรถเดินทางไกลด้วยแล้ว ควรเช็คสภาพรถยนต์ทุกครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง อย่างเช่น น้ำมันเครื่อง ยาง ลมรถ เครื่องยนต์ ระบบเบรค เป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน สิ่งที่หลายคนมักละเลย และมองข้ามคือ “ยางรถยนต์” วิ่งครบ 50,000 กิโลเมตร ก็เปลี่ยนได้แล้ว หรือใช้งาน 2-3 ปีค่อยเปลี่ยน เรียกได้ว่าเป็นความคิดของผู้ใช้รถที่มักเข้าใจแบบนั้น พี่หมีอยากบอกว่าเป็นความคิดที่ผิด ถึงแม้ยางรถยนต์จะมีความแข็งแรง ทนทานแค่ไหน หากมีการใช้งานระยะยาว เมื่อถึงเวลาก็มีการเสื่อมสภาพ แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่ายางรถยนต์ถึงเวลาเปลี่ยนเสียที

แอดมาพร้อม บางอย่างเดียวอาจบอกอะไรไม่ได้ มาดูวิธีดูยางรถยนต์หมดอายุกันดีกว่า เพื่อเช็คสภาพการใช้งานยางรถยนต์ไม่ใช่ยางบางเท่านั้นที่ควรจะเปลี่ยน แต่สามารถเช็คได้อีกหลายวิธี ดังนี้

ตัวเลข / อายุยางรถยนต์
ยางรถยนต์จะมีตัวเลขบนแก้มยาง หรือ มีการระบุบนหีบห่อของยาง เพื่อบอกวันผลิต เลข 4 หลักอยู่ด้านใน 2 หลักแรก บอกสัปดาห์ที่ผลิตในปีนั้น เลข 2 หลักถัดมา บอกปี ค.ศ. ที่ผลิต ส่วนใหญ่ยางรถยนต์มีอายุการใช้งาน 5 ปี เมื่อครบก็ควรเปลี่ยนได้เลย

เนื้อยางแข็งกระด้าง
ทราบดีอยู่แล้วว่ายางรถยนต์ที่ใหม่จะมีหน้ายางนิ่ม เมื่อขับบนท้องถนนเบรค หรือ เข้าโค้งจะทำได้ดี เมื่อยางเริ่มหมดอายุการใช้งาน หน้ายางจะมีความแข็ง เวลาเบรคกระทันหันเริ่มมีเสียงดัง เบรคได้ไม่ค่อยดี สามารถเช็คได้ง่ายๆ เพียงใช้เล็บมือลองจิกลงบนหน้ายาง หากไม่ทิ้งรอยเล็บนั่นหมายถึงว่ายางรถยนต์คุณถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนได้แล้ว เพื่อความปลอดภัย

ภายนอกยางมีความผิดปกติ
แก้มยางแตก มีรอยร้าว ยางบวม สามารถเช็คได้ด้วยตาเปล่า หรือ การสัมผัส แต่หากเกิดปัญหานี้ แนะนำควรเปลี่ยนยางทันที เสี่ยงยางระเบิดเมื่อขับรถด้วยความเร็ว

เช็คสะพานยางหน้ายาง
การเช็คสะพานหน้ายางเป็นวิธีง่าย ๆ เพราะยางรถยนต์ทุกเส้น มีตัวบอกสภาพดอกยาง ที่อยู่บริเวณร่องตรงกลางของยาง ลักษณะนูนๆ ที่เชื่อมร่องดอกยาง เมื่อดอกยางมีระบบเท่ากับสะพาน นั่นคือ ต้องเปลี่ยนยางรถยนต์แล้ว

บาดแผล รอยรั่วของยางรถยนต์
เมื่อเกิดการรั่ว ซึม ส่วนใหญ่ไปร้านเพื่อปะยาง แต่การปะยางควรทำกับบาดแผลเล็กๆ ไม่เกิน 0.6 มิลลิเมตร และจะต้องเกิดขึ้นบริเวณหน้ายาง โดยที่ไม่ต้องไปทำลายโครงสร้างยางภายใน สามารถสังเกตได้ง่ายๆ เมื่อขับรถด้วยความเร็วสูง แล้วพวงมาลัยสั่นผิดปกติ นั่นคือสัญญาณว่าคุณควรเปลี่ยนยาง หากใช้งานต่ออาจทำให้เกิดการยางระเบิดได้

วิธีดูยางรถยนต์หมดอายุไม่ใช่เรื่องยาก สามารถดูได้ด้วยตาเปล่า ระยะเวลาการใช้งาน หรือ สังเกตความผิดปกติของรถยนต์เมื่อขับขี่ หากพบความผิดปกติ พี่หมีแนะนำให้ทำการเปลี่ยนรถยนต์จะดีกว่า เพราะหากมีการใช้งานต่อ อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรถชน ยางระเบิดได้ หากผู้ขับขี่รถยนต์ไม่ได้เลือกทำประกันรถยนต์ ควรทำอย่างมาก เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง อย่างน้อยหากเกิดอะไรขึ้น

....วันนี้แอดจะมาบอกเคล็ด ไม่รับ สำหรับการเพิ่มอายุการใช้งานของยางรถยนต์....ยางรถยนต์ เมื่อถูกใช้งานก็ย่อมสึกหรอไปตามระย...
24/10/2020

....วันนี้แอดจะมาบอกเคล็ด ไม่รับ สำหรับการเพิ่มอายุการใช้งานของยางรถยนต์....

ยางรถยนต์ เมื่อถูกใช้งานก็ย่อมสึกหรอไปตามระยะทางและระยะเวลาในการใช้งาน การดูแลรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้อง จะช่วยให้การใช้ยางรถยนต์เป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งาน
ถึงแม้ผู้ผลิตจะผลิตยางรถยนต์ออกมาให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพดีเพียงใดก็ตาม หากใช้ยางรถยนต์ไม่ถูกต้อง จะทำให้ได้รับประสิทธิภาพยางรถยนต์ไม่เต็มที่และทำให้ยางรถยนต์เสียหายก่อนกำหนด ดังนั้นยางรถยนต์จะให้ประโยชน์คุ้มค่าทุกด้านอย่างเต็มที่ขึ้นอยู่กับการใช้ยางรถยนต์ที่ถูกต้อง สำหรับการใช้ยางรถยนต์ที่ถูกต้องขอแนะนำดังนี้
เติมลมยางให้อยู่ในอัตราเหมาะสม
การเติมลมยางรถยนต์ให้ได้ตามอัตราที่เขียนในคู่มือรถยนต์ได้กำหนดเป็นอัตราที่ดีที่สุด เหมาะสมสำหรับรถแต่ละชนิด แต่หากคุณไม่ได้ใช้ยางรถยนต์ขนาดเดียวกันกับยางที่ติดรถมา ควรขอคำแนะนำเกี่ยวกับอัตราสูบลมยางที่เหมาะสมจากผู้ผลิตยางหรือร้านจำหน่ายยางรถยนต์ที่ได้มาตราฐาน
ในส่วนของ ยางอะไหล่ คุณควรเติมลมไว้ให้มากกว่ามาตราฐาน 3 – 4 ปอนด์ และเมื่อนำมาใช้งานก็ปล่อยให้เป็นความดันปรกติ
ควรตรวจเช็คลมยางสม่ำเสมอ
คุณควรตรวจเช็คลมยางประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือทุกครั้งก่อนเดินทางในขณะที่ยางรถยนต์ยังเย็นอยู่ เพราะตรวจเมื่อใช้รถไปแล้วหรือตัวยางรถมีความร้อน ค่าความดันภายในยางจะสูงขึ้นและไม่ได้เป็นค่าที่ใช้วัดตามมาตราฐาน
ไม่ควรใช้วิธีสังเกตด้วยตาว่า ลมยางรถยนต์อ่อนเกินไปหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยางที่คุณใช้เป็นยางเรเดียล ควรตรวจเช็คลมโดยให้เกจ์วัดลมที่ได้มาตราฐาน
สลับยางรถยนต์
เพื่อให้ยางรถยนต์ทุกเส้นมีการสึกที่เท่ากัน ดังนั้นท่านควรศึกษาคู่มือการใช้รถเกี่ยวกับคำแนะนำในการสลับยางรถยนต์ ควรจะสลับยางรถยนต์ในทันทีที่คุณใช้รถครบ 10,000 กิโลเมตรแรก ข้อควรระวัง ลมยางล้อหน้าและล้อหลังต่างกัน ดังนั้นเมื่อสลับยางรถยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็ต้องปรับระดับความดันลมของยางรถยนต์ล้อหน้า และล้อหลังให้ถูกต้อง
ต้องมีการถ่วงล้อ
หากเกิดการกระจายน้ำหนักไม่ถูกต้องของยางรถยนต์ จะก่อให้เกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นขณะที่รถวิ่ง อันจะมีผลเสียต่ออายุการใช้งานของยางรถยนต์ ระบบช่วงล่างของรถ ตลอดจนความสะดวกสบายในการขับขี่
ปรับตั้งศูนย์ล้อ
รถที่มีปัญหาศูนย์ล้อที่ไม่ตรง เช็กง่าย ๆ คือเมื่อรถวิ่งทางตรงลองปล่อยพวงมาลัยดูถ้ารถเกิดวิ่งเบี่ยงขึ้นมาแปลว่าศูนย์ล้อไม่ตรง และเมื่อศูนย์ล้อไม่ตรงยางรถยนต์ก็จะเกิดการสึกหรอผิดรูป
ใช้งานยางรถยนต์ให้ถูกประเภท
ควรเลือกยางรถยนต์ให้คำนึงถึง จุดประสงค์ในการวิ่งเช่น วิ่งในเมือง-ทางเรียบ, ชอบออกต่างจังหวัด-ทางขรุขระ, วิ่งแถวภาคใต้ฝนตกบ่อย ก็เลือกยางที่เหมาะกับสภาพที่ต้องเจอแล้วอายุของยางก็จะมีมากขึ้นแน่นอน แถมปลอดภัยอีกด้วย
นิสัยการขับรถ
นิสัยการขับรถของแต่ละท่าน จะมีผลต่อการสึกของยางก่อนกำหนด ฉะนั้นเพื่อเป็นการยืดอายุการ คุณควรเลี่ยงนิสัยการขับต่อไปนี้ ออกรถและหยุดรถอย่างรุนแรง, การหักเลี้ยวอย่างรุนแรง, การขับรถปีนขอบถนน, ขับเบียดฟุตบาท, การขับโดยไม่หลบหลุม ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวาง ถ้าคุณเป็นอย่างทีว่ามาเผลอแป๊ปเดียวยางคุณดอกโกรนแน่ ๆ
ทั้งนี้ราคาของยางรถยนต์ที่มีคุณภาพก็ไม่ใช่ถูก ๆ ขึ้นหลักหมื่นกันเลยทีเดียว เพื่อเป็นการประหยัดไม่ให้เสียของเปล่าประโยชน์ก็ลองนำคำแนะนำเหล่านี้ไปใช้ดูนะครับ รับรองว่าคุณไม่ต้องมากังวัลเรื่องสำรองเงินเพื่อใช้จ่ายค่ายยางรถยนต์ได้แน่นอน
.....แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น... ควรเปลี่ยน ยางใหม่ดีกว่านะครับ เมื่อ ถึงอายุการใช้งาน หรือคนที่ต้องใช้รถบ่อยๆๆ จะดีที่สุด ครับ

เนื่องในวันปิยะมหาราช ข้าพระพุทธเจ้า ขอร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕...
23/10/2020

เนื่องในวันปิยะมหาราช ข้าพระพุทธเจ้า ขอร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)

ที่อยู่

52/12 ม. 8 ละหาร บางบัวทอง นนทบุรี ไทย
Amphoe Bang Bua Thong
11110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66611759229

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ยางรถยนต์ ราคาถูก คุณภาพทุกยี่ห้อ จัดส่งฟรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ยางรถยนต์ ราคาถูก คุณภาพทุกยี่ห้อ จัดส่งฟรี:

แชร์