11/11/2025
ทองคำจะไปต่อถึง 67,500 บาท? เปิด 3 ปัจจัยสำคัญที่ชี้ว่าเทรนด์ขาขึ้นยังไม่จบ
สัญญาณเบื้องหลังราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้น
การทะยานขึ้นของราคาทองคำในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ระยะสั้น แต่เป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินโลกที่มาบรรจบกันอย่างทรงพลัง ก่อให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อทองคำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
บทความนี้จะสังเคราะห์และเจาะลึก 3 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ที่ไม่เพียงแต่อธิบายสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ยังบ่งชี้ว่าเส้นทางขาขึ้นของทองคำอาจจะยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ ตั้งแต่แรงซื้อที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนของธนาคารกลางไปจนถึงการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินของมหาอำนจโลก นี่คือสิ่งที่นักลงทุนต้องจับตามองเพื่อสร้างความได้เปรียบ
ปรากฏการณ์ De-Dollarization: เมื่อธนาคารกลางทั่วโลกแห่เก็บทองคำ
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดคือความต้องการทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระแส "De-Dollarization" หรือการลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กลยุทธ์นี้คือการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองออกจากสกุลเงินเดียว ไปสู่สินทรัพย์ที่เป็นกลางและได้รับการยอมรับในฐานะ "แหล่งเก็บมูลค่า" ที่แท้จริงในระดับสากลอย่างทองคำ
ภาพนี้สะท้อนชัดเจนจากข้อมูลล่าสุดที่ธนาคารกลางแห่งประเทศจีน (People's Bank of China - PBOC) ได้เข้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกันในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพิ่มยอดการถือครองจาก 74.06 ล้านทรอยออนซ์ในเดือนก่อนหน้าขึ้นเป็น 74.09 ล้านทรอยออนซ์ สถิติในภาพใหญ่ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของเทรนด์นี้ โดยนับตั้งแต่ปี 2565-2567 ธนาคารกลางทั่วโลกได้เข้าซื้อทองคำมากกว่า 1,000 ตันต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2553-2564 ที่ 478 ตัน มากกว่า 2 เท่าตัว
สัญญาณจาก FED: เมื่อดอกเบี้ยขาลงและนโยบายผ่อนคลายเป็นใจให้ทองคำ
อีกปัจจัยบวกสำคัญที่ทำให้ภาพรวมของทองคำยังคงเป็นขาขึ้น คือการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไปสู่โหมดผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วยสองส่วนที่ทำงานเสริมกันอย่างมีนัยสำคัญ
ประการแรกคือแนวโน้มที่เฟดจะเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ย และประการที่สองคือการประกาศยุติมาตรการ "คุมเข้มเชิงปริมาณ" (Quantitative Tightening - QT) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป การดำเนินนโยบายทั้งสองส่วนนี้ถือเป็นสัญญาณการผ่อนคลายทางการเงินที่ชัดเจน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ทำให้ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมจากการฝากเงินมาสู่การซื้อทองคำแท่งทั้งในรูปแบบกายภาพ, ผ่านระบบออนไลน์ และผ่านตลาดฟิวเจอร์สมากขึ้น
ตัวเลขที่ไม่โกหก: ส่องเป้าหมายราคาทองคำที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
จากปัจจัยสนับสนุนที่แข็งแกร่ง YLG คาดการณ์ว่าทิศทางราคาทองคำจะยังคงรักษาเทรนด์ขาขึ้นไว้ได้ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปถึงเป้าหมายของปี 2568 ได้ดังนี้
* ราคาทองคำโลก: มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปถึงเป้าหมาย 4,380-4,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
* ราคาทองคำในประเทศ: สำหรับทองคำแท่ง 96.5% คาดว่ามีโอกาสไปถึงระดับ 67,000-67,500 บาทต่อบาททองคำ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตระหนักถึงความผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากการที่ราคาปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาจก่อให้เกิดแรงขายทำกำไรได้เป็นระยะ นี่คือเหตุผลที่การจับตาแนวรับสำคัญเป็นสิ่งจำเป็น โดย YLG มองแนวรับของราคาทองคำโลกไว้ที่ 4,015-3,991 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับของราคาทองคำในประเทศที่ 61,600-61,200 บาท ซึ่งหากราคาสามารถยืนเหนือระดับเหล่านี้ได้ จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อแนวโน้มขาขึ้นในภาพใหญ่
บทสรุป: จากคำถามว่า "ควรมีหรือไม่" สู่ "ควรมีเท่าไหร่"
โดยสรุป จะเห็นได้ว่าแนวโน้มขาขึ้นของราคาทองคำในปัจจุบันไม่ได้ตั้งอยู่บนปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เกิดจากการผนึกกำลังของปัจจัยหนุนที่สำคัญสองมิติ นั่นคือ ปัจจัยหนุนเชิงวัฏจักร (Cyclical) จากทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของเฟด และ ปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง (Structural) จากการเปลี่ยนแปลงบทบาทของทองคำในระบบการเงินโลกผ่านแรงซื้อของธนาคารกลาง
เมื่อปัจจัยสนับสนุนทั้งระยะสั้นและระยะยาวแข็งแกร่งเช่นนี้ คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนจึงอาจไม่ใช่แค่ "ทองคำควรมี جایในพอร์ตการลงทุนหรือไม่" อีกต่อไป แต่เป็น "สัดส่วนการลงทุนในทองคำควรมีความสำคัญมากน้อยเพียงใดในอีกหลายปีข้างหน้า"